สส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล พร้อมภาคประชาชน ยืนยันต้องการให้มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. PRTR เพราะเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ แก้ปัญหามลพิษ ปกป้องสุขภาพประชาชน
19 พฤษภาคม 2569
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา น.ส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส. พรรคฝ่ายค้าน และพร้อมด้วย น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ร่วมกันแถลงข่าว ยืนยันต้องการให้มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. PRTR เพราะเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ ไม่ควรนำไว้ใต้ร่ม พ.ร.บส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ
น.ส. กมลทรรศน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาชี้แจงต่อรัฐสภาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 ถึงหลักคิดและหลักเกณฑ์วิธีการในการพิจารณาหยิบร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่จากสภาชุดที่แล้วกลับมาพิจารณา แต่ดูเหมือนว่าคำตอบของ รมต. ยิ่งสร้างความสงสัยและเพิ่มความกังขาให้กับพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะหากเป็นไปตามที่รัฐบาลเคยให้เหตุผลไว้ว่า การพิจารณายืนยันร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณากลับมา จะคำนึงถึงความเร่งด่วนในการทำกฎหมายและผลกระทบที่จะส่งผลต่อประชาชน แต่เหตุใดจึงไม่ยืนยันร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้ามาด้วยตนเข้าใจดีว่าร่างกฎหมายทุกฉบับมีความสำคัญอย่างยิ่งกับพี่น้องประชาชน มีความจำเป็นเร่งด่วนในกระบวนการจัดทำกฎหมาย เพื่อจะได้มีกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่เหตุใดกฎหมายที่ค้างอยู่จากสภาชุดที่แล้ว 100 กว่าฉบับ รัฐบาลกลับหยิบมาเพียง 34 ฉบับ รัฐบาลเลือกจากอะไร ซึ่งสวนทางกับเหตุผลที่เคยให้ไว้กับประชาชนที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา นอกจากพรรคฝ่ายค้านเห็นถึงความจำเป็นของร่าง พ.ร.บ. PRTR แล้ว ยังมีสมาชิกวุฒิสภาที่ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายเห็นด้วยเช่นกัน ภาคประชาชน พรรคฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา เห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.บ. PRTR มาบังคับใช้ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่เข้าใจและไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้คำตอบของ รมต. ที่ตอบในที่ประชุมว่าจะให้ร่าง พ.ร.บ. PRTR อยู่ในร่มของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากมายว่า จะต้องใช้เวลาในการพิจารณานานเท่าใด ตอนนี้รัฐบาลมีความชัดเจนแล้วหรือยัง มีการเตรียมร่างแก้ไขไว้แล้วหรือยัง กระบวนการจัดทำจะแล้วเสร็จเมื่อใด
ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นร่างที่เห็นพ้องกันทุกฝ่ายและพร้อมเดินหน้า แต่รัฐบาลกลับเดินถอยหลัง เตะถ่วงการมีกฎหมายควบคุมมลพิษ กฎหมายที่จะจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสตามหลักเกณฑ์ของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แต่กลับไม่นำกฎหมายที่จะทำให้ประเทศเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD กลับมายืนยัน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายอย่างมากยิ่งไปกว่านั้น คำตอบที่อ้างเหตุผลมากมายของ รมต. ที่สุดท้ายแล้วความหมายก็คือการปัดตกนั่นเอง สิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่งจากคำตอบนี้คือ การโยนความผิดในการละเลยกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นความผิดของพี่น้องประชาชน หากรัฐบาลไม่มัวแต่พูดไปเรื่อย ใช้หู ใช้ใจฟังพี่น้องประชาชนบ้าง จะเห็นว่าภาคประชาชนมีการผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีแล้ว ทำทุกอย่าง ทำทุกทางเพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้รุ่นลูกรุ่นหลาน แต่กลับถูกรัฐบาลเพิกเฉยและเตะถ่วงออกไป
วันนี้ภาคประชาชนเองซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนกว่า 12,000 รายชื่อ ที่ได้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย PRTR ฉบับนี้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ EnLaw รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ ทั้งจากจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี
ด้าน น.ส. เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมายื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันร่างกฎหมาย PRTR อีกครั้งหนึ่ง ร่างกฎหมายฉบับนี้เคยผ่านการรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมา มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปรับปรุงร่างและจัดทำรายงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว ด้วยความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ แต่เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้นำเรื่องเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาในวาระสองและวาระสาม วันนี้จึงต้องกลับมายื่นร่างซ้ำอีกครั้งในนามผู้แทนภาคประชาชน อยากยืนยันอีกครั้งว่า การจัดทำร่างกฎหมาย PRTR ของภาคประชาชนมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นอย่างดี ว่ากฎหมายที่จะยกร่างขึ้นมาจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีการบังคับใช้อยู่ ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ พระราชบัญญัติโรงงาน และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก 3 ฉบับที่ควบคุมมลพิษและส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เราจึงได้ยกร่างกฎหมายขึ้นมาและศึกษามาเป็นเวลา 20 ปี ดูแนวทางการจัดทำกฎหมายของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหามลพิษในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ทำให้ประชาชนอยู่อย่างปลอดภัย มีการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสุขภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีการยกร่างกฎหมาย PRTR ยึดตามกรอบและคู่มือของ OECD จุดเริ่มต้นของกฎหมายฉบับนี้เริ่มมาตั้งแต่การประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกของสหประชาชาติในปี 2535 ซึ่งมีมติให้นานาชาติจัดทำฐานข้อมูลว่าด้วยการรายงานการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งชนิดและปริมาณ จากนั้นในปีถัดมา คือปี 2536 OECD ได้รับภารกิจหลักในการขับเคลื่อนมติดังกล่าว และจัดทำคู่มือแนวทาง รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดทำฐานข้อมูลการรายงานชนิดและปริมาณการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
ต่อมา สหประชาชาติได้กำหนดในปี 2558 ให้ประเทศสมาชิกผู้ลงนามทั้งหมดพัฒนากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา
เราขอคัดค้านการที่รัฐบาลจะนำเรื่อง PRTR ไปใส่ไว้ในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะ PRTR เป็นเรื่องใหญ่ มีระบบที่ซับซ้อนและมีความเฉพาะเจาะจง ดังนั้น ทุกประเทศที่มีกฎหมาย PRTR บังคับใช้ ซึ่งมีประมาณ 50 ประเทศ จึงแยกกฎหมายฉบับนี้ออกมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่น ๆ เนื่องจากมีรายละเอียดและลักษณะเฉพาะตัวเราขอยืนยันกฎหมายฉบับนี้อีกครั้ง และขอคัดค้านไม่ให้นำ PRTR ไปใส่ไว้ในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการติดตาม แก้ไขปัญหา วางแผนเชิงป้องกัน และวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การมีเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่ดีกฎหมายฉบับนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชน ทำให้ภาคเอกชนมีภาพลักษณ์ที่ดี สามารถลดต้นทุนการจัดการสารเคมีและปัญหาต่าง ๆ ภายในโรงงาน ลดการรั่วไหลของสารเคมี และทำให้ภาคเอกชนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายอัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลได้ชี้แจงว่าจะมีการผนวกเรื่อง PRTR ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังคงยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรา พ.ร.บ. PRTR แยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ รวมถึงหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ขอบเขตการกำหนดประเภทที่ต้องมีการรายงาน และข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีการเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าระบบ PRTR ของไทยจะมีหลักการและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอ ยังได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการเก็บรวบรวม ส่งต่อ และตรวจสอบข้อมูลมลพิษ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้โดยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
กฎหมาย PRTR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางระบบข้อมูลมลพิษของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสุขภาพชุมชนและสิ่งแวดล้อมของตนเอง
นายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพลังงาน กรีนพืช ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐสภาควรเร่งหยิบร่างกฎหมาย PRTR ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพราะกฎหมายฉบับนี้ยังคงยืนยันเจตจำนงของภาคประชาชนว่า สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษคือหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่อาจละเลยกฎหมาย PRTR ได้ หากประเทศไทยมุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD อย่างแท้จริง
กฎหมาย PRTR เป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชา กล่าวเสริมว่า สนับสนุนการรณรงค์เคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ต้องการทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมทั้งลูกหลานของเรา ดีขึ้น กระบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ และประเทศนี้เป็นของประชาชนหากรัฐบาลยืนยันกฎหมายนี้ จะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่เห็นความสำคัญของกฎหมาย PRTR จะเดินหน้าต่อกฎหมายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ประชาชนและชุมชนซึ่งอยู่บริเวณรอบโรงงานรู้ว่าโรงงานใช้สารเคมีอะไร มีสารพิษอะไร เพื่อจะได้ป้องกันและดูแลตนเองได้ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายสารพิษและสารเคมี ก็จะต้องมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อประเทศเปิดต้อนรับการลงทุนจากทุนข้ามชาติ ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่ามีการนำเข้าอุตสาหกรรมสกปรก หรืออุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีสารเคมีอันตรายหรือไม่ในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ย่อมมีสิทธิที่จะต้องรับรู้ และต้องมีกลไกระบบป้องกันที่เหมาะสม ที่สำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด หากประเทศไทยต้องการเป็นสมาชิก OECD จำเป็นจะต้องมีกฎหมาย PRTR
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายเป็นสมาชิก OECD แต่ความย้อนแย้งของรัฐบาลชุดนี้คือปัดตกกฎหมายที่มีความจำเป็นในการที่จะเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD การรวมตัวของภาคประชาชนพรรคการเมืองที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ มีตัวแทนเป็นรมต. มาพูดและตั้งข้อสงสัยว่าเจตจำนงของประชาชนขาดความชัดเจนในการผลักดันกฎหมายนี้ ประชาชนผลักดันเรื่องนี้มา 20 ปี ประชาชน 10,000 กว่าคน รวมตัวกันเพื่อผลักดันกฎหมายนี้ และกฎหมายนี้ได้รับการผลักดันจนผ่านคณะ กมธ. วิสามัญออกมา และได้มีการยื่นกฎหมายนี้ให้ถึงมือนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง มีการแถลงข่าวร่วมกัน ถ้า รมต. ที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลมาพูดในสภาแห่งนี้ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่าเจตจำนงของประชาชนไม่ชัดเจน ขอให้ประชาชนคนไทยทุกคนตั้งคำถามกลับสู่รัฐบาลว่าเจตจำนงของรัฐบาลคืออะไร วันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่อง GDP เศรษฐกิจ ซึ่งก็เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศต้องมี แต่คำถามแรกที่จะชวนให้ประชาชนทุกคนตั้งคำถามคือ รัฐบาลทำงานเป็นหรือเปล่า ท่านสามารถบริหารประเทศให้มีการเติบโตด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเติมเต็มความต้องการของพี่น้องประชาชนได้หรือเปล่า ถ้าท่านยังกังขาถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ก็ขอตั้งคำถามถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลเช่นกัน กฎหมาย PRTR ออกแบบมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อลูกหลานคนของเราได้เติบโดยมีสิ่งแวดล้อมที่ดี หัวใจของรัฐบาลมีประชาชนคนไทยอยู่ในนั้นหรือเปล่า หรือว่าท่านคิดถึงใคร ใจท่านมีนายทุนหรือมีใครอยู่ไม่อาจยังทราบ แต่สิ่งที่ท่านปัดตกกฎหมายนี้ ส่งผลให้ประชาชนต้องไปเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ในการผลักดันกฎหมายที่จะเป็นการฐานอนาคตให้กับลูกหลานคนไทย เจตจำนงของรัฐบาลอยู่ที่ใคร มีประชาชนอยู่ในสมการตรงนั้นไหม วันนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นต่อสู้ในรัฐสภา และถามคำถามเดียวกันนี้กับรัฐบาลว่า รัฐบาลลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองได้นั่งอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะมาจากสภาแห่งนี้ และทุกคนที่ได้มาอยู่ในสภาแห่งนี้ก็มาจากเสียงของพี่น้องประชาชน แต่ในวันนี้ที่เสียงของพี่น้องประชาชนที่เรียกร้อง เขียนกฎหมายแล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว แต่ประชาชนกับไม่ได้รับการรับฟังเสียง
ภาพ : ธารินี