โดยที่พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 ได้บัญญัติเรื่องการอำนวยความสะดวก ดูแลการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ และการควบคุม การจัดบริการเกี่ยวกับกิจการฮัจย์ยังไม่รัดกุมเพียงพอ จึงสมควรจัดตั้งสำนักงานกิจการฮัจย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยให้มีกองทุนส่งเสริมกิจการฮัจย์เป็นกองทุนหมุนเวียน ในสำนักงานกิจการฮัจย์ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินการอันจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการฮัจย์ และให้ผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน สนับสนุนให้สมาชิกออมทรัพย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และโอนการสนับสนุนทางการเงินของรัฐ โดยเปลี่ยนจากการให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ มารวมให้แก่กองทุนนี้เพียงแห่งเดียว รวมทั้งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานกิจการฮัจย์เพื่อการประสานงานกับรัฐบาลของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดเอกภาพในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจการฮัจย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
1. กำหนดให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำชาวไทยที่ไปประกอบพิธีฮัจย์ และมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการเกี่ยวกับการไปประกอบพิธีฮัจย์ 2) สอดส่องดูแลการปฏิบัติ หน้าที่ของคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ 3) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7) และกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ต้องเป็นนิติบุคคลและได้รับ ใบอนุญาตจากคณะกรรมการ การอนุญาต การวางหลักประกัน และการหักหลักประกันชดใช้ผู้เสียหาย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการในการประกอบการหรือการคุ้มครองผู้เดินทาง ไปประกอบพิธีฮัจย์ที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 8) รวมถึงกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ของผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ในระหว่างเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการ โดยการตรวจสอบดังกล่าวจะต้องไม่ใช่เป็นการตรวจค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และต้องแสดงบัตรประจำตัวแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง (ร่างมาตรา 9
และร่างมาตรา 11)
2. กำหนดให้มีคณะกรรมการกิจการฮัจย์ โดยมีอำนาจหน้าที่ เช่น กำหนดนโยบายและ แผนการส่งเสริมกิจการฮัจย์ เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ พิจารณาอนุมัติแผนการดำเนินงานและ แผนการเงินของสำนักงาน รวมทั้งควบคุมดูแล โดยทั่วไปซึ่งการดำเนินงานของสำนักงานให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ ออกระเบียบข้อบังคับ หรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ร่างมาตรา 13 และร่างมาตรา 18) และกำหนดให้ในแต่ละปีให้คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งคณะผู้แทนฮัจย์ทางการขึ้นคณะหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสองเดือนนับแต่วันเริ่มต้นเดือนมูฮัรรอม โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ต่าง ๆ เช่น ประสานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย อำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางไปทำฮัจย์ ดำเนินการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย เป็นต้น (ร่างมาตรา 21 และร่างมาตรา 25)
3. กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานกิจการฮัจย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง 1) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ 2) ก่อตั้งสิทธิหรือการทำนิติกรรมใด ๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร 3) ลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน โดยต้องไม่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม 4) กระทำการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (ร่างมาตรา 26) และกำหนดให้สำนักงานมีเลขาธิการหนึ่งคนและรองเลขาธิการอีกไม่เกินสองคน และให้เลขาธิการมีหน้าที่บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 29 )
4. กำหนดให้มีกองทุนส่งเสริมกิจการฮัจย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดบริการเกี่ยวกับ การให้ความปลอดภัย การรักษาพยาบาล และประสานงานอื่น ๆ แก่ชาวไทยที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยงานอื่นที่ให้การช่วยเหลืองานของกิจการฮัจย์ แต่ไม่รวมถึงค่าใช้จ่าย ที่ผู้เดินทางต้องจ่ายให้ผู้ประกอบการจัดบริการฮัจย์ และรายได้ของกองทุนและของสำนักงานให้นำส่งเข้ากองทุนเพื่อใช้ในกิจการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และให้สำนักงานจัดทำงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และทำรายงานแสดงผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งให้ส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วให้กระทรวงการคลังทราบด้วย (ร่างมาตรา 36 ร่างมาตรา 39 และร่างมาตรา 40) และกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน โดยมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารและจัดการกองทุนและอำนาจหน้าที่อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 44 และร่างมาตรา 45)
5. กำหนดโทษซึ่งมีทั้งโทษจำคุก โทษปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ไม่ได้เป็นนิติบุคคลและไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 48) กรณีไม่อำนวยความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจเข้าไปในสถานที่ของผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ในระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจสอบการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 51) กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการซึ่งเรียกมาให้ถ้อยคำหรือแจ้งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุที่จำเป็นแก่การดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ (ร่างมาตรา 52) และกรณีคณะกรรมการ คณะผู้แทนฮัจย์ทางการ หรือพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่หน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (ร่างมาตรา 53)
ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ
1. ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
1.1 สำนักนายกรัฐมนตรี
1.2 กระทรวงการคลัง
1.3 สำนักจุฬาราชมนตรี
1.4 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
2. ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยอ้อม
2.1 กระทรวงการต่างประเทศ
2.2 กระทรวงวัฒนธรรม
2.3 กระทรวงคมนาคม
2.4 กระทรวงมหาดไทย
2.5 กระทรวงสาธารณสุข
2.6 สำนักงบประมาณ
2.7 กรมประชาสัมพันธ์
2.8 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
2.9 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
2.10 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
3. ผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วไป
ประชาชน
1.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำชาวไทยที่ไปประกอบพิธีฮัจย์ หากจุฬาราชมนตรีไม่ประสงค์จะเดินทางไปให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยพิจารณาคัดเลือกบุคคลเพื่อให้เสนอชื่อต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งตามร่างมาตรา 6 และให้มีอำนาจหน้าที่ตามร่างมาตรา 7
2.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ต้องเป็นนิติบุคคลและได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงตามร่างมาตรา 8
3.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ของผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ตามร่างมาตรา 9 และต้องแสดงบัตรประจำตัวแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องตามร่างมาตรา 11
4.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้มีคณะกรรมการกิจการฮัจย์ตามร่างมาตรา 13 และให้มอำนาจหน้าที่ตามร่างมาตรา 18 หรือไม่ อย่างไร
5.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้ในแต่ละปีให้คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งคณะผู้แทนฮัจย์ทางการขึ้นคณะหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสองเดือนนับแต่วันเริ่มต้นเดือนมูฮัรรอมตามร่างมาตรา 21 โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ต่าง ๆ ตามร่างมาตรา 25
6.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้จัดตั้งสำนักงานกิจการฮัจย์มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามร่างมาตรา 26
7.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้มีกองทุนส่งเสริมกิจการฮัจย์โดยมีวัตถุประสงค์ตามร่างมาตรา 36 รวมถึงกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน โดยมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารและจัดการกองทุนและอำนาจหน้าที่อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดตามร่างมาตรา 44-45
8.ท่านเห็นว่าในปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 มีปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพียงใด
9.ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ (ถ้ามี)