พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง พบปัญหาในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมและกองทุนประกันสังคมในหลายภาคส่วนอันมีที่มาจากความล้าสมัยของโครงสร้างการบริหารของสำนักงานประกันสังคมที่ถูกออกแบบขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อการบริหารจัดการการนำส่งและจัดเก็บเงินสมทบเพื่อจัดสรรประโยชน์ทดแทนเป็นหลัก แต่เมื่อกองทุนประกันสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ภารกิจด้านการลงทุนมีความซับซ้อนเทียบเท่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ระบบราชการแบบเดิมจึงมีข้อจำกัดเรื่องความคล่องตัวและการดึงดูดบุคลากรมืออาชีพ อีกทั้งสำนักงานประกันสังคมยังมีปัญหาด้านธรรมาภิบาล ทำให้ผู้ประกันตนขาดความเชื่อมั่นต่อสำนักงานและกองทุน และส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของการประกันสังคมของไทยอย่างร้ายแรง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
โดยมีสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการประกันสังคม พ.ศ. .... ดังนี้
(1) ให้จัดตั้งกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทน และเพื่อการอื่นอันเกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการประกันสังคม (ร่างมาตรา 8)
(2) ทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วยเงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน เงินเพิ่ม ค่าปรับ ผลประโยชน์และดอกผลจากการลงทุน เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินบริจาค และรายได้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ร่างมาตรา 9)
(3) กองทุนมีอำนาจดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ เช่น การถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินการทำนิติกรรมทั้งในและต่างประเทศ การลงทุนหาผลประโยชน์ และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกองทุน (ร่างมาตรา 10)
(4) การหาผลประโยชน์ของกองทุนให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการ โดยสามารถมอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการกองทุนแทนได้เพื่อกระจายความเสี่ยง (ร่างมาตรา 11)
(5) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน ให้จ่ายจากเงินของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 12)
(6) กองทุนมีสถานะไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน (ร่างมาตรา 13)
(7) ให้มีคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม ประกอบด้วยเลขาธิการเป็นกรรมการโดยตำแหน่งคนหนึ่ง และมีผู้แทนฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนอีกสิบสามคน ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับอัตราเงินสมทบ โดยผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง (ร่างมาตรา 14)
(8) กำหนดให้กรรมการกองทุนเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่ต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ร่างมาตรา 15)
(9) คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ เป็นที่ปรึกษาได้ไม่เกินสิบสามคนโดยมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละหนึ่งปี (ร่างมาตรา 16)
(10) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการและที่ปรึกษา เช่น ต้องมีสัญชาติไทย ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เคยถูกไล่ออกจากหน่วยงานรัฐเพราะทุจริต (ร่างมาตรา 17)
(11) กรรมการที่มิใช่กรรมการโดยตำแหน่งมีวาระสี่ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกินสองวาระ (ร่างมาตรา 18)
(12) ในกรณีที่กรรมการพ้นวาระแต่ยังไม่มีการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งใหม่ ให้กรรมการเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนจนกว่าผู้เข้ารับตำแหน่งใหม่จะเข้ารับหน้าที่ (ร่างมาตรา 19)
(13) กำหนดเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการนอกเหนือจากการพ้นตามวาระ และวิธีการดำเนินการเพื่อหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งแทนที่ว่างลง (ร่างมาตรา 20)
(14) กำหนดหลักเกณฑ์การถอดถอนกรรมการ โดยผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนสามารถถูกถอดถอนได้หากมีการเข้าชื่อกันตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรี (ร่างมาตรา 21)
(15) คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายบริหารกองทุน การลงทุน ออกระเบียบข้อบังคับ และกำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ (ร่างมาตรา 22)
(16) กำหนดองค์ประชุมและการลงมติของคณะกรรมการ รวมถึงข้อห้ามมิให้กรรมการที่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาเข้าร่วมการประชุมในเรื่องนั้น (ร่างมาตรา 23)
(17) คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่มอบหมาย (ร่างมาตรา 24)
(18) คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน มีอำนาจสั่งให้บุคคลส่งเอกสารข้อมูล หรือมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา (ร่างมาตรา 25)
(19) กรรมการ ที่ปรึกษา อนุกรรมการ และคณะทำงาน มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่กำหนด (ร่างมาตรา 26)
(20) กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านหกคณะภายใต้คณะกรรมการกองทุน ได้แก่ ด้านการแพทย์ การลงทุน บริหารความเสี่ยง ธรรมาภิบาล ตรวจสอบ และอุทธรณ์ (ร่างมาตรา 27)
(21) คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งประธานและอนุกรรมการในแต่ละคณะได้ไม่เกินเก้าคน โดยต้องพิจารณาจากคุณสมบัติและความเหมาะสมต่อตำแหน่งอย่างเคร่งครัด (ร่างมาตรา 28)
(22) อนุกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และสามารถได้รับการแต่งตั้งอีกได้ (ร่างมาตรา 29)
(23) คณะกรรมการมีอำนาจถอดถอนอนุกรรมการออกจากตำแหน่งได้ หากมีพฤติการณ์อันควรถูกถอดถอนด้วยมติไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการ (ร่างมาตรา 30)
(24) คณะอนุกรรมการการแพทย์ มีหน้าที่เสนอความเห็นและคำปรึกษาทางเทคนิคการแพทย์เกี่ยวกับการบริการทางการแพทย์และประโยชน์ทดแทน โดยอนุกรรมการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมสาขาต่าง ๆ หรือเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล (ร่างมาตรา 31)
(25) คณะอนุกรรมการลงทุน มีหน้าที่เสนอนโยบายและสัดส่วนการลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ของกองทุน ติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงาน และวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ โดยต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน การบัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือบริหารการลงทุน (ร่างมาตรา 32)
(26) คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง มีหน้าที่กำหนดนโยบายและวางระบบประเมินความเสี่ยงด้านต่าง ๆ เช่น ความเสี่ยงด้านสินเชื่อและการลงทุน พร้อมทั้งเสนอแนวทางป้องกันและลดความเสี่ยงเพื่อให้กองทุนมีสภาพคล่องและเสถียรภาพ (ร่างมาตรา 33)
(27) คณะอนุกรรมการธรรมาภิบาล มีหน้าที่กำหนดนโยบายบริหารจัดการกองทุนที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล กำกับดูแลความโปร่งใส และตรวจสอบรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ (ร่างมาตรา 34)
(28) คณะอนุกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่วางระบบควบคุมภายใน ตรวจสอบความถูกต้องของการใช้จ่ายเงินและรายงานทางการเงิน พร้อมทั้งติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือหน่วยงานตรวจสอบเสนอแนะ (ร่างมาตรา 35)
(29) คณะอนุกรรมการอุทธรณ์ มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์ของนายจ้างผู้ประกันตน หรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของกองทุน โดยต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แรงงานการแพทย์ หรือระบบประกันสังคม (ร่างมาตรา 36)
(30) ให้จัดตั้งสำนักงานกองทุนประกันสังคมเป็นสำนักงานใหญ่ และมีอำนาจในการตั้งสาขาหรือตัวแทนเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อและดำเนินงานทางธุรการสำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน (ร่างมาตรา 37)
(31) สำนักงานมีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการกองทุนในภาพรวม ทั้งการเก็บเงินสมทบ การจ่ายประโยชน์ทดแทน การจัดทำรายงานประจำปี และรับเรื่องร้องทุกข์เพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ (ร่างมาตรา 38)
(32) กำหนดให้มีเลขาธิการกองทุนประกันสังคมเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในการบริหารงานของสำนักงานและกองทุน โดยมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ขึ้นตรงต่อการกำกับดูแลของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 39)
(33) คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งเลขาธิการผ่านระบบสัญญาจ้าง โดยประธานคณะกรรมการเป็นผู้ลงนาม ซึ่งเลขาธิการจะมีวาระการทำงานไม่เกินสี่ปี และต่อวาระได้อีกหนึ่งครั้ง (ร่างมาตรา 40)
(34) เมื่อต้องสรรหาเลขาธิการ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาจำนวนเก้าคน ประกอบด้วยคณะกรรมการ ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน โดยกรรมการสรรหาต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนได้เสียต่อสาธารณะ (ร่างมาตรา 41)
(35) กรรมการสรรหาต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและให้นำระเบียบเรื่ององค์ประชุมและเบี้ยประชุมของคณะกรรมการมาใช้บังคับโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 42)
(36) กระบวนการสรรหาต้องคัดเลือกผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจำนวนสองถึงห้าคนเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อคัดเลือก และต้องเปิดเผยรายชื่อพร้อมรายละเอียดความเหมาะสมของผู้ได้รับเสนอชื่อต่อสาธารณชน (ร่างมาตรา 43)
(37) กำหนดให้เลขาธิการที่ยังอยู่ในวาระ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาคนใหม่ จึงห้ามมิให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการสรรหาดังกล่าว (ร่างมาตรา 44)
(38) กำหนดเหตุที่เลขาธิการจะพ้นจากตำแหน่งนอกจากการครบวาระในสัญญาจ้าง เช่น การตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ ไม่ผ่านการประเมินผลงานตามเกณฑ์ หรือคณะกรรมการมีมติเลิกจ้างเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย (ร่างมาตรา 45)
(39) เลขาธิการมีอำนาจบริหารกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน จัดทำแผนการดำเนินงานประจำปี เสนองบประมาณ ตลอดจนออกระเบียบการบริหารงานบุคคลและวินัยของพนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 46)
(40) เลขาธิการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกองทุนในการติดต่อและทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก หากนิติกรรมใดทำไปโดยฝ่าฝืนข้อบังคับ กองทุนจะไม่ผูกพันเว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน
(ร่างมาตรา 47)
(41) เลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานทั้งหมดของกองทุน และต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบาย กฎหมาย และวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ (ร่างมาตรา 48)
(42) กรณีตำแหน่งเลขาธิการว่างลงหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการหรือพนักงานที่คณะกรรมการแต่งตั้งทำหน้าที่รักษาการแทน โดยมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับเลขาธิการ (ร่างมาตรา 49)
(43) กองทุนต้องจัดทำระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน มีรายการรับจ่าย ทรัพย์สิน และหนี้สินที่แสดงฐานะการเงินตามความเป็นจริง พร้อมเอกสารหลักฐานที่มาของรายการอย่างครบถ้วน (ร่างมาตรา 50)
(44) การบริหารจัดการเรื่องการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุน ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง (ร่างมาตรา 51)
(45) คณะกรรมการต้องเสนองบการเงินต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภายในหกเดือนหลังสิ้นปีปฏิทิน และเมื่อผ่านการรับรองแล้วต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเพื่อทราบ (ร่างมาตรา 52)
(46) สำนักงานต้องเปิดเผยรายงานผลการดำเนินงาน รายละเอียดสินทรัพย์ที่ลงทุน บันทึกการประชุมบอร์ด และผลตอบแทนจากการลงทุนรายไตรมาสต่อสาธารณะ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (ร่างมาตรา 53)
(47) กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้กรรมการ เลขาธิการ และพนักงาน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนและความยั่งยืนของกองทุนเป็นสำคัญ (ร่างมาตรา 54)
(48) การตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ที่ทำโดยสุจริต บนฐานข้อมูลที่เพียงพอ สมเหตุสมผล และไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น ให้ถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังตามมาตรฐานวิญญูชนแล้ว (ร่างมาตรา 55)
(49) ในการพิจารณาความรับผิดชอบของบุคคล ให้คำนึงถึงปัจจัยเฉพาะตัว เช่น ตำแหน่งขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมาย คุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ และวัตถุประสงค์ในการได้รับแต่งตั้งประกอบด้วย (ร่างมาตรา 56)
(50) การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หมายรวมถึงการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายโดยชอบ และไม่กระทำการใดที่เป็นการขัดหรือแย้งกับประโยชน์ของสำนักงานหรือกองทุนอย่างมีนัยสำคัญ (ร่างมาตรา 57)
(51) หน้าที่และความรับผิดชอบตามหลักธรรมาภิบาลที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ให้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมถึงอนุกรรมการ ที่ปรึกษา คณะทำงาน และบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของกองทุน (ร่างมาตรา 58)
(52) คณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศเพื่อดำเนินการสำรวจปัญหาและข้อมูลด้านแรงงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประกันสังคม โดยต้องระบุวัตถุประสงค์และกำหนดเวลาการสำรวจที่ชัดเจน (ร่างมาตรา 59)
(53) เลขาธิการมีหน้าที่ออกประกาศกำหนดแบบสำรวจ วิธีการส่ง และกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวันเพื่อให้นายจ้างดำเนินการกรอกข้อมูลและส่งคืน (ร่างมาตรา 60)
(54) วิธีการส่งแบบสำรวจให้นายจ้าง สามารถส่งได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปรษณีย์ตอบรับ หรือมอบให้เจ้าหน้าที่นำไปส่งที่สำนักงานของนายจ้างโดยตรงในเวลาทำการ (ร่างมาตรา 61)
(55) เมื่อนายจ้างได้รับแบบสำรวจแล้ว มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องกรอกข้อมูลทุกข้อตามความจริง และส่งคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ (ร่างมาตรา 62)
(56) ข้อมูลในแบบสำรวจต้องถือเป็นความลับอย่างเคร่งครัด ห้ามเปิดเผยแก่ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดี การวิจัย หรือตามที่ทางราชการร้องขอ (ร่างมาตรา 63)
(57) กำหนดประเภทผู้ประกันตนเป็นสามกลุ่ม คือ (1) ลูกจ้าง (2) ผู้สมัครใจจ่ายสมทบทั้งส่วนตนและนายจ้าง และ (3) ผู้สมัครใจจ่ายสมทบเฉพาะส่วนของตนเอง (ร่างมาตรา 64)
(58) นายจ้างต้องยื่นขึ้นทะเบียนตนเองและลูกจ้างต่อกองทุนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เริ่มมีการจ้างงาน ตามวิธีการที่เลขาธิการกำหนด (ร่างมาตรา 65)
(59) ในกรณีจ้างเหมาค่าแรงหรือจ้างช่วงงานที่ทำในสถานที่ของผู้ประกอบกิจการต้นทาง ให้ผู้ประกอบกิจการนั้นมีสถานะเป็นนายจ้างที่ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคม (ร่างมาตรา 66)
(60) ให้คนทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลถือเป็นลูกจ้าง และบริษัทแพลตฟอร์มถือเป็นนายจ้าง โดยต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด หากมีข้อสงสัยให้คณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด (ร่างมาตรา 67)
(61) กองทุนจะออกหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้นายจ้างและผู้ประกันตนโดยอาจดำเนินการในรูปแบบของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความสะดวก (ร่างมาตรา 68)
(62) หากเลขาธิการพบว่านายจ้างไม่ยอมยื่นขึ้นทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย เลขาธิการมีอำนาจบันทึกข้อมูลลูกจ้างเข้าสู่ระบบเองได้โดยอาศัยหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากการสอบสวน (ร่างมาตรา 69)
(63) นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในทะเบียนประกันสังคมต่อกองทุนภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป (ร่างมาตรา 70)
(64) ในกรณีที่หนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในส่วนสาระสำคัญ นายจ้างหรือผู้ประกันตนต้องยื่นคำขอรับใบแทนต่อกองทุนภายในสิบห้าวันนับแต่ทราบเหตุ (ร่างมาตรา 71)
(65) ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 64 (1) จะสิ้นสุดลงเมื่อตายหรือสิ้นสภาพการจ้างโดยยังคงสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนบางกรณีต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหกเดือนตามที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 72)
(66) ผู้ประกันตนตามมาตรา 64 (2) และมาตรา 64 (3) จะสิ้นสภาพเมื่อตาย กลับเข้าเป็นลูกจ้าง ลาออก หรือไม่ส่งเงินสมทบติดต่อกันหกเดือนและไม่ดำเนินการตามการแจ้งเตือน โดยยังคงสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนบางกรณีต่อไปอีกหกเดือน (ร่างมาตรา 73)
(67) เพื่อให้เกิดสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน ให้นับระยะเวลาการส่งเงินสมทบทุกช่วงเวลาของผู้ประกันตนทั้งแบบลูกจ้างและแบบสมัครใจรวมเข้าด้วยกัน (ร่างมาตรา 74)
(68) การคำนวณเงินสมทบของลูกจ้างให้ใช้ค่าจ้างรายเดือนเป็นเกณฑ์ กรณีค่าจ้างไม่ได้จ่ายเป็นรายเดือนให้นำค่าจ้างที่ได้รับจริงในเดือนนั้นมาคำนวณ โดยเงินสมทบที่หักในเดือนใดให้ถือเป็นการจ่ายของเดือนนั้น (ร่างมาตรา 75)
(69) หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณรายได้เพื่อใช้เป็นฐานในการออกเงินสมทบของผู้ประกันตนภาคสมัครใจ ให้เป็นไปตามที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 76)
(70) กำหนดให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน ออกเงินสมทบตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดแต่ต้องไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติ โดยผู้ประกันตนสมัครใจต้องจ่ายส่วนของตนเองและส่วนที่เทียบเท่านายจ้าง (ร่างมาตรา 77)
(71) ในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบเศรษฐกิจ คณะกรรมการมีอำนาจประกาศลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนได้คราวละไม่เกินหกเดือน โดยคำนึงถึงเสถียรภาพของกองทุน (ร่างมาตรา 78)
(72) นายจ้างต้องหักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง และนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้างภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป หากส่งเกินสามารถขอคืนได้ภายในหนึ่งปีมิฉะนั้นจะตกเป็นของกองทุน (ร่างมาตรา 79)
(73) กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบตามกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในสามสิบวัน หากยังเพิกเฉยเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินเงินสมทบโดยอ้างอิงจากฐานเงินสมทบเดิมหรืออัตราค่าจ้างขั้นตํ่า (ร่างมาตรา 80)
(74) หากผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้างหลายราย ให้นายจ้างทุกรายมีหน้าที่หักและนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามสัดส่วนค่าจ้างที่จ่ายจริง (ร่างมาตรา 81)
(75) นายจ้างที่ส่งเงินสมทบไม่ครบหรือล่าช้า ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของเงินที่ค้าง แต่เงินเพิ่มรวมแล้วต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย (ร่างมาตรา 82)
(76) เลขาธิการมีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างที่ค้างชำระเงินสมทบหรือเงินเพิ่มได้เท่าที่จำเป็น หลังจากได้ส่งหนังสือเตือนแล้วไม่น้อยกว่าสามสิบวัน (ร่างมาตรา 83)
(77) หนี้ที่เกิดจากเงินสมทบค้างชำระและเงินเพิ่ม ให้กองทุนมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายจ้างในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ร่างมาตรา 84)
(78) ในกรณีจ้างเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงทุกรายตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้น ร่วมกันรับผิดชอบกับนายจ้างในการจ่ายเงินสมทบที่ค้างชำระ (ร่างมาตรา 85)
(79) ให้นำบทบัญญัติเรื่องเงินเพิ่ม การยึดทรัพย์ และบุริมสิทธิ มาใช้บังคับกับผู้รับเหมาช่วงที่ร่วมรับผิดในหนี้เงินสมทบด้วยโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 86)
(80) การส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนภาคสมัครใจให้ทำเป็นรายเดือน และสามารถส่งเงินสมทบล่วงหน้าได้ แต่จะเริ่มนับระยะเวลาเพื่อก่อสิทธิประโยชน์ต่อเมื่อถึงกำหนดเดือนที่ต้องส่งจริง (ร่างมาตรา 87)
(81) ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน โดยสิทธินี้ไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในข่ายการบังคับคดี (ร่างมาตรา 88)
(82) การได้รับประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้ประกันตนพึงได้รับตามกฎหมายอื่น เว้นแต่จะมีข้อกำหนดห้ามไว้โดยเฉพาะ (ร่างมาตรา 89)
(83) การวินิจฉัยความสัมพันธ์ทางครอบครัวและการตกทอดของประโยชน์ทดแทนหลังการตายของผู้ประกันตน ให้เป็นไปตามกฎหมายลักษณะครอบครัวและมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ร่างมาตรา 90)
(84) การขอรับประโยชน์ทดแทนต้องยื่นภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ หากเกินกำหนดต้องแสดงเหตุผลจำเป็นและต้องไม่เกินห้าปี เมื่ออนุมัติแล้วต้องมารับเงินภายในสองปีมิฉะนั้นเงินจะตกเป็นของกองทุน (ร่างมาตรา 91)
(85) การคำนวณเงินทดแทนการขาดรายได้รายวัน ให้ใช้ฐานค่าจ้างสูงสุดสามเดือนภายในสิบห้าเดือนก่อนมีสิทธิมาเฉลี่ยเป็นรายวัน (ร่างมาตรา 92)
(86) การรับบริการทางการแพทย์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด โดยต้องใช้บริการจากสถานพยาบาลที่กองทุนระบุไว้ (ร่างมาตรา 93)
(87) ผู้ประกันตนต้องรับบริการจากสถานพยาบาลในเขตท้องที่ที่ตนทำงานหรือมีภูมิลำเนา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ไปรับบริการที่อื่นได้และมีสิทธิเบิกเงินทดแทนตามอัตราที่กำหนด (ร่างมาตรา 94)
(88) หากผู้ประกันตนละเลยไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเลขาธิการมีอำนาจสั่งลดประโยชน์ทดแทนได้ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการการแพทย์ (ร่างมาตรา 95)
(89) ในกรณีที่มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วยและทุพพลภาพในเวลาเดียวกัน ให้มีสิทธิเลือกรับได้เพียงประเภทเดียวตามความสมัครใจ (ร่างมาตรา 96)
(90) ผู้ประกันตนแบบลูกจ้างและแบบสมัครใจที่มีนายจ้างสมทบ (64 (2)) ต้องได้รับประโยชน์ทดแทนที่เท่าเทียมกัน เว้นแต่จะมีข้อจำกัดทางสภาพที่ทำให้ทำไม่ได้ (ร่างมาตรา 97)
(91) สิทธิรับบริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วยอันมิใช่จากการทำงานเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่ระบบ ส่วนสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการส่งเงินสมทบ (ร่างมาตรา 98)
(92) ประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยครอบคลุมทั้งค่ารักษา เงินทดแทนการขาดรายได้ของตนเอง เงินทดแทนกรณีหยุดงานเพื่อดูแลคนในครอบครัว และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ (ร่างมาตรา 99)
(93) เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วยให้จ่ายร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง (หรือร้อยละหกสิบหากส่งสมทบเกินสิบปี) โดยจ่ายได้ไม่เกิน 180 วันต่อปี เว้นแต่โรคเรื้อรังที่อาจขยายได้ถึง 365 วัน (ร่างมาตรา 100)
(94) สิทธิกรณีคลอดบุตรจะเกิดขึ้นเมื่อส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าเดือนภายในสิบห้าเดือนก่อนรับบริการ โดยครอบคลุมถึงกรณีอยู่กินฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยด้วย (ร่างมาตรา 101)
(95) ประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรครอบคลุมค่าตรวจครรภ์ ค่าทำ คลอด ค่ารักษาพยาบาลแม่และเด็ก รวมถึงเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (ร่างมาตรา 102)
(96) เงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้จ่ายไม่เกินสองครั้งแบบเหมาจ่าย ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน (ร่างมาตรา 103)
(97) กรณีผู้ประกันตนไม่ได้คลอดบุตรในสถานพยาบาลตามที่กองทุนกำหนด ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการคลอดบุตรในรูปแบบเงินเหมาจ่ายตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 104)
(98) สิทธิกรณีทุพพลภาพด้านบริการทางการแพทย์เริ่มตั้งแต่วันแรก ส่วนเงินทดแทนการขาดรายได้ต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือนภายในสิบห้าเดือนก่อนทุพพลภาพ (ร่างมาตรา 105)
(99) ประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพครอบคลุมค่ารักษา การฟื้นฟูอาชีพและสังคมอุปกรณ์ช่วยความพิการ และเงินทดแทนการขาดรายได้ (ร่างมาตรา 106)
(100) เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพให้จ่ายตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนดโดยความเห็นชอบของ ครม. แต่ต้องไม่ตํ่ากว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง (ร่างมาตรา 107)
(101) หากสภาพทุพพลภาพดีขึ้นหลังการฟื้นฟู เลขาธิการมีอำนาจสั่งลดเงินทดแทนได้ แต่หากต่อมาสภาพร่างกายเสื่อมลงอีก ก็สามารถสั่งเพิ่มเงินทดแทนกลับคืนได้ (ร่างมาตรา 108)
(102) กรณีผู้ประกันตนตายโดยมิใช่จากการทำงานและส่งเงินสมทบครบเกณฑ์ ให้จ่ายค่าทำศพไม่น้อยกว่าร้อยเท่าของค่าจ้างขั้นตํ่า และจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ (ร่างมาตรา 109)
(103) หากผู้ประกันตนที่รับเงินทดแทนการเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพอยู่ถึงแก่ความตาย ให้จ่ายค่าทำศพและเงินสงเคราะห์โดยใช้ฐานเงินทดแทนเดือนสุดท้ายมาคำนวณ (ร่างมาตรา 110)
(104) สิทธิกรณีสงเคราะห์บุตรจะเกิดขึ้นเมื่อส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือนภายในสามสิบหกเดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิ (ร่างมาตรา 111)
(105) ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรครอบคลุมค่าความเป็นอยู่ ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าสงเคราะห์อื่นที่จำเป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างมาตรา 112)
(106) หากผู้ประกันตนที่ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรกลายเป็นผู้ทุพพลภาพหรือตาย ให้บุตรนั้นยังคงได้รับสิทธิสงเคราะห์ต่อไปจนกว่าจะครบเกณฑ์ (ร่างมาตรา 113)
(107) การสงเคราะห์บุตรให้ได้รับสำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคราวละไม่เกินสามคนจนกว่าบุตรจะมีอายุครบตามที่กำหนดแต่ไม่เกินยี่สิบปีบริบูรณ์ (ร่างมาตรา 114)
(108) ในกรณีผู้ประกันตนตาย ให้จ่ายเงินสงเคราะห์บุตรแก่คู่สมรสหรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่ดูแลบุตรอยู่จริงตามลำดับที่กฎหมายกำหนด (ร่างมาตรา 115)
(109) สิทธิกรณีชราภาพจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันตนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม (ร่างมาตรา 116)
(110) ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพแบ่งเป็นสองรูปแบบ คือ เงินบำนาญชราภาพ (รายเดือน) หรือเงินบำเหน็จชราภาพ (จ่ายครั้งเดียว) ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 117)
(111) ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินชราภาพเมื่ออายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน หากส่งเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้รับเป็นเงินบำเหน็จ (ร่างมาตรา 118)
(112) หากผู้รับเงินบำนาญชราภาพกลับเข้าทำงานและเป็นผู้ประกันตนใหม่ ให้ระงับการจ่ายเงินบำนาญชราภาพไว้จนกว่าจะสิ้นสุดสภาพการทำงานครั้งใหม่ (ร่างมาตรา 119)
(113) กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพตายภายในหกสิบเดือนนับแต่มีสิทธิ ให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างมาตรา 120)
(114) หากผู้ประกันตนมีสิทธิรับทั้งเงินทุพพลภาพและบำนาญชราภาพในเวลาเดียวกัน ให้รับเงินทุพพลภาพควบคู่กับบำเหน็จชราภาพแทน (ร่างมาตรา 121)
(115) สิทธิกรณีว่างงานสำหรับลูกจ้างต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่าหกเดือนภายในสิบห้าเดือนก่อนว่างงาน โดยต้องเป็นผู้ที่พร้อมทำงานและไม่ได้ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตหรือทำผิดร้ายแรง (ร่างมาตรา 122)
(116) ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่แปดนับแต่วันที่ว่างงานจากนายจ้างรายสุดท้าย ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 123)
(117) กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยหรือนายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวโดยไม่จ่ายค่าจ้างผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบเกณฑ์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามที่ ครม. เห็นชอบ (ร่างมาตรา 124)
(118) พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการ ค้นเอกสาร สั่งให้บุคคลมาให้ถ้อยคำ หรือยึดอายัดทรัพย์สินของนายจ้างตามคำสั่งของเลขาธิการ (ร่างมาตรา 125)
(119) บุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายจ้างมีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 126)
(120) ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกครั้งตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างมาตรา 127)
(121) กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 128)
(122) นายจ้างต้องจัดทำทะเบียนผู้ประกันตนและเก็บรักษาไว้ที่สถานที่ทำงานเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา (ร่างมาตรา 129)
(123) สำนักงานมีอำนาจเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานรัฐอื่นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บเงินสมทบและจ่ายสิทธิประโยชน์ โดยต้องจัดระบบเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะเพื่อความโปร่งใส (ร่างมาตรา 130)
(124) เลขาธิการมีอำนาจพิจารณาขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการหรือการส่งเงินสมทบได้หากมีเหตุจำเป็น แต่ไม่เป็นเหตุให้ลดหรืองดเงินเพิ่มที่เกิดขึ้น (ร่างมาตรา 131)
(125) กรณีเกิดเหตุสุดวิสัยหรือความจำเป็นอื่น คณะกรรมการมีอำนาจสั่งขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาส่งเงินสมทบได้ตามความเหมาะสม โดยต้องเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะ (ร่างมาตรา 132)
(126) ผู้ที่ไม่พอใจคำสั่งของคณะกรรมการ เลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ (ยกเว้นคำสั่งยึดทรัพย์) มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะอนุกรรมการอุทธรณ์ภายในสามสิบวัน (ร่างมาตรา 133)
(127) กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท สำหรับผู้ที่ไม่ให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา 134)
(128) ผู้ที่จงใจไม่กรอกแบบสำรวจหรือไม่ส่งแบบสำรวจคืนภายในเวลาที่กำหนด มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับไม่เกินห้าพันบาท (ร่างมาตรา 135)
(129) ผู้ที่กรอกข้อมูลในแบบสำรวจเป็นเท็จโดยรู้อยู่แล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ร่างมาตรา 136)
(130) ผู้ใดเปิดเผยข้อมูลลับในแบบสำรวจแก่บุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท (ร่างมาตรา 137)
(131) นายจ้างที่ไม่ยื่นขึ้นทะเบียนประกันสังคมหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง (ร่างมาตรา 138)
(132) นายจ้างที่แจ้งข้อมูลทะเบียนหรือส่งเงินสมทบเป็นเท็จ หรือไม่ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบตามกำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท (ร่างมาตรา 139)
(133) ผู้ที่ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบ
สถานประกอบการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (ร่างมาตรา 140)
(134) นายจ้างที่ไม่จัดทำและเก็บรักษาทะเบียนผู้ประกันตนไว้ที่สถานที่ทำงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (ร่างมาตรา 141)
(135) ผู้ที่ล่วงรู้ความลับทางการค้าของนายจ้างจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วนำไปเปิดเผย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสามพันบาท (ร่างมาตรา 142)
(136) ในกรณีที่นิติบุคคลทำผิด กรรมการหรือผู้จัดการผู้รับผิดชอบการดำเนินงานต้องรับโทษเช่นเดียวกับนิติบุคคลนั้นด้วย (ร่างมาตรา 143)
(137) เลขาธิการมีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนเพื่อให้คดีสิ้นสุดลงได้หากผู้กระทำผิดยินยอม (ร่างมาตรา 144)
(138) ในบทเฉพาะกาล กำหนดให้การอ้างถึงหน่วยงานและตำแหน่งเดิมในกฎหมายเก่า ให้ถือว่าเป็นการอ้างถึงกองทุนและเลขาธิการตามกฎหมายใหม่นี้ (ร่างมาตรา 145)
(139) ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน รวมถึงพนักงานและงบประมาณของสำนักงานประกันสังคมเดิมไปเป็นของกองทุนใหม่ทั้งหมด (ร่างมาตรา 146)
(140) ให้คณะกรรมการและเลขาธิการชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนจนกว่าจะมีชุดใหม่เข้ามารับตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 147 148)
(141) ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เดิม ให้ถือเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 64 (1) และการดำเนินการใดที่นายจ้างทำไว้โดยชอบแล้วให้ถือว่าใช้ได้ต่อไป (ร่างมาตรา 149)
(142) ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 เดิม ให้ถือเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 64 (3) และภายในเก้าสิบวันนับแต่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เลขาธิการต้องสอบถามความสมัครใจในการเปลี่ยนประเภทเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 64 (2) (ร่างมาตรา 150)
(143) ให้นับระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่ผู้ประกันตนได้ส่งไว้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาสะสมตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 151)
(144) ให้เลขาธิการสอบถามความสมัครใจของข้าราชการเดิมว่าประสงค์จะปฏิบัติงานในด้านการประกันสังคมต่อหรือไม่ หากประสงค์ปฏิบัติงานต่อ ให้เลือกได้ว่าจะคงสถานะข้าราชการไว้หรือประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นพนักงาน (ร่างมาตรา 152 และร่างมาตรา 153)
(145) ข้าราชการที่ลาออกไปเป็นพนักงานกองทุนยังคงมีสิทธิเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และได้รับสวัสดิการจากรัฐต่อไปได้ (ร่างมาตรา 154)
(146) ข้าราชการที่ไม่ประสงค์จะทำงานกับกองทุน ให้โอนไปสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานโดยได้รับเงินเดือนและสวัสดิการไม่น้อยกว่าเดิม (ร่างมาตรา 155)
(147) กำหนดให้ออกกฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จภายในสองปี โดยในระหว่างนั้นให้ใช้กฎหมายลำดับรองเดิมไปพลางก่อนเท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายฉบับนี้ (ร่างมาตรา 156)
ตารางเปรียบเทียบร่างแก้ไขเพิ่มเติม (ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ)
1. ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
1.1 กระทรวงแรงงาน
1.2 สำนักงานประกันสังคม
2. ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อม
2.1 กระทรวงการคลัง
2.2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2.3 กระทรวงมหาดไทย
2.4 กระทรวงสาธารณสุข
2.5 สำนักงบประมาณ
2.6 กลุ่มผู้ประกันตน
2.7 กลุ่มนายจ้าง
2.8 กลุ่มลูกจ้าง
3. ผู้เกี่ยวข้องทั่วไป
ประชาชน
1.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้จัดตั้งกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทน และเพื่อการอื่นอันเกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการประกันสังคม และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน (ร่างมาตรา 8 และร่างมาตรา 13)
2.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้การหาผลประโยชน์ของกองทุนให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม โดยสามารถมอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการกองทุนแทนได้เพื่อกระจายความเสี่ยง (ร่างมาตรา 11)
3.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม ประกอบด้วยเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมเป็นกรรมการโดยตำแหน่งคนหนึ่ง และกรรมการอีกจำนวนไม่เกิน 13 คน ซึ่งเป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับอัตราเงินสมทบของแต่ละฝ่าย โดยผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง (ร่างมาตรา 14)
4.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 6 คณะภายใต้คณะกรรมการกองทุนประกันสังคม (ร่างมาตรา 27) โดยมีหน้าที่ในแต่ละเฉพาะด้าน ได้แก่ อนุกรรมการการแพทย์ (ร่างมาตรา 31) อนุกรรมการการลงทุน (ร่างมาตรา 32) อนุกรรมการบริหารความเสี่ยง (ร่างมาตรา 33) อนุกรรมการธรรมาภิบาล (ร่างมาตรา 34) อนุกรรมการตรวจสอบ (ร่างมาตรา 35) และอนุกรรมการอุทธรณ์ (ร่างมาตรา 36)
5.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในการบริหารงานของสำนักงานกองทุนประกันสังคมและกองทุนประกันสังคมตามสัญญาจ้าง โดยมาจากคณะกรรมการสรรหาจำนวน 9 คน ประกอบด้วยคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เป็นกรรมการสรรหา (ร่างมาตรา 39 และร่างมาตรา 41)
6.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้คนทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลถือเป็นลูกจ้าง และบริษัทแพลตฟอร์มถือเป็นนายจ้าง โดยต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด หากมีข้อสงสัยให้คณะกรรมการกองทุนประกันสังคมเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด (ร่างมาตรา 67)
7.ท่านเห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีปัญหาหรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่เพียงใด
8.ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอื่น ๆ (ถ้ามี)