ร่างพระราชบัญญัตินี้มีหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า เนื่องจากบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคอย่างชัดเจนและเพียงพอ โดยเฉพาะกับสินค้าที่ผู้บริโภคไม่อาจพบเห็นความชำรุดบกพร่องได้ในเวลาซื้อขายหรือส่งมอบ สมควรกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่องของสินค้า สิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย และความรับผิดของผู้ขายตามประเภทของสินค้าไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน อันจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ มีดังต่อไปนี้
1. กำหนดให้ผู้ขาย (หรือแลกเปลี่ยน) ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าและของใช้ประกอบที่มีอยู่ในเวลาส่งมอบสินค้า ไม่ว่าผู้ขายจะรู้ถึงความชำรุดบกพร่องของสินค้าหรือไม่ก็ตาม หากความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นเหตุให้สินค้าเสื่อมราคาหรือประโยชน์ในการใช้งาน รวมถึงกรณีความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ต้องติดตั้งหรือประกอบตามคู่มือที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ซื้อ
2. กำหนดบทนิยาม เช่น ผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือสินค้า และกำหนดสินค้าที่เป็นข้อยกเว้นในการนำพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับ คือ สิ่งของใช้แล้วที่ไม่อยู่ในระยะเวลาสันนิษฐานความรับผิด สัตว์มีชีวิต สินค้าที่ได้จากการขายทอดตลาด และสินค้าตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
3. กำหนดให้ข้อตกลงเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่แตกต่างจากกฎหมายนี้และเป็นผลเสียหรือเป็นภาระกับผู้ซื้อ เป็นโมฆะ และกำหนดสิทธิของผู้ซื้อเมื่อสินค้าชำรุดบกพร่อง คือ 1. ให้ผู้ขายซ่อมสินค้า 2. ให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้า 3. ขอลดราคาสินค้า 4. เลิกสัญญา 5. เลื่อนชำระราคา ทั้งนี้ ไม่กระทบสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหาย
4. กำหนดระยะเวลาสันนิษฐานว่าสินค้านั้นชำรุดบกพร่องในเวลาส่งมอบสินค้า นับจากวันส่งมอบ ดังนี้ สินค้าทั่วไป 6 เดือน รถจักรยานยนต์ 1 ปี รถยนต์ 2 ปี กำหนดสิทธิเด็ดขาดของผู้ซื้อที่จะให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องถึงสาระสำคัญใน 14 วัน กรณีสินค้าทั่วไป และใน 60 วัน กรณีรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ และกำหนดให้ในระยะเวลาสันนิษฐาน หากไม่อยู่ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนสินค้า ผู้ขายมีหน้าที่ซ่อมแซมสินค้าจนความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไป โดยผู้ซื้อไม่เสียค่าใช้จ่าย
5. กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความชำรุดบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ได้แก่ ประเภทและชนิดของสินค้า มูลค่าของสินค้า สภาพความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่เกิดขึ้น ระยะเวลาการซ่อมแซมสินค้า ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสินค้า และข้อพิจารณาอื่นตามที่เห็นสมควร
6. กำหนดกรณีผู้ขายไม่เปลี่ยนสินค้า ให้เลิกสัญญาและคืนราคาสินค้า หรือไม่ซ่อมแซมรวมทั้งไม่อาจซ่อมแซมได้ ผู้ซื้อมีสิทธิเปลี่ยนสินค้า ขอลดราคา หรือเลิกสัญญา สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ผู้ซื้อจะให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมแทนแล้วให้ผู้ขายเสียค่าใช้จ่ายก็ได้ นอกจากนี้ กำหนดราคาและค่าเสียหายที่จะต้องจ่ายเมื่อเลิกสัญญา โดยให้คำนึงถึงดอกเบี้ย ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสื่อมสภาพ
7. กำหนดกรณีสินค้าตามสัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งซึ่งผู้ขายเป็นผู้นำสินค้าออกให้เช่าเอง ผู้เช่าซื้อหรือผู้เช่าแบบลีสซิ่งมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ซื้อ และกรณีการซื้อสินค้าโดยผ่านผู้ให้สินเชื่อ ให้ผู้รับสินเชื่อใช้สิทธิต่อผู้ขาย แต่ผู้ให้สินเชื่อมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับสินเชื่อ และหากผู้ขายซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าล่าช้ากว่าวันชำระหนี้ในแต่ละงวด ผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าแบบลีสซิ่ง หรือผู้รับสินเชื่อ มีสิทธิเลื่อนชำระหนี้จนกว่าจะได้รับสินค้าที่ปราศจากความชำรุดบกพร่อง กรณีมีการลดราคาสินค้า ก็ให้มีการคำนวณงวดผ่อนชำระใหม่ด้วย
8. กำหนดกรณีที่ผู้ขายจะไม่ต้องรับผิด คือ ผู้ซื้อรู้หรือน่าจะได้รู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่อง หรือปรากฏเป็นที่ประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และกำหนดอายุความในการใช้สิทธิตามกฎหมายนี้ นับแต่วันที่ผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่อง หรือผู้ขายยอมรับที่จะซ่อมแซม เปลี่ยน หรือลดราคาสินค้า คือ 1 ปี สำหรับสินค้าทั่วไป และ 2 ปี สำหรับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และสินค้าที่เป็นเครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์
9. กำหนดบทเฉพาะกาลให้กฎหมายนี้บังคับใช้ย้อนหลังกับสัญญาต่าง ๆ เว้นแต่ในเรื่องการใช้บทสันนิษฐานในคดีหรือข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และข้อตกลงในสัญญาเรื่องการเลิกสัญญา อายุความรับผิดเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่อง และการไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามมาตรา 483 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1. ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
1.1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
1.2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
2. ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยอ้อม
2.1 สำนักงานศาลยุติธรรม
2.2 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
2.3 สภาองค์กรของผู้บริโภค
2.4 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
2.5 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
2.6 สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย
2.7 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
3. ผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วไป
ประชาชน
1.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดคำนิยามที่ใช้ในพระราชบัญญัตินี้ให้เกิดความเข้าใจชัดเจนอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
2.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดสิทธิของผู้ชื้อ วิธีการใช้สิทธิและระยะเวลาการใช้สิทธิของผู้ชื้อ การดำเนินการของผู้ขายเมื่อผู้ชื้อใช้สิทธิเรียกร้อง การให้ผู้เช่าชื้อหรือผู้เช่าแบบลิสซิ่งมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ชื้อ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าชื้อหรือผู้ให้เช่าแบบลิสซิ่งรับผิดชอบเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าเช่นเดียวกับผู้ขาย
3.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้สินค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำพระราชบัญญัตินี้มาบังคับใช้ คือ สิ่งของที่ใช้แล้ว ยกเว้นสินค้าที่อยู่ในระยะเวลาสันนิษฐานความรับผิดของผู้ขายตามพระราชบัญญัตินี้ สัตว์มีชีวิต สินค้าที่ได้จากการขายทอดตลาด สินค้าตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
4.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดความรับผิดของผู้ขายเมื่อมีความชำรุดบกพร่องของสินค้าทั่วไป หรือสินค้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ ไม่ว่าผู้ขายจะรู้ถึงความชำรุดบกพร่องนั้นหรือไม่ก็ตาม
5.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแก่สัญญาที่ได้ทำก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย เว้นแต่กรณีรูปแบบและระยะเวลาการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามร่างมาตรา 41 อายุความตามร่างมาตรา 42 และบทสันนิษฐานตามร่างมาตรา 43
6.ท่านเห็นว่าปัจจุบันกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีสินค้ามีความชำรุดบกพร่องมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร และการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้หรือไม่ เพียงใด
7.ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ (ถ้ามี)