สถานะ: ปิดรับความคิดเห็น
ขณะนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นแล้ว 3 คน
ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ....
ประเภทร่าง เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นร่างการเงิน
เสนอโดย รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะ
ข้อมูลประกอบการพิจารณา

เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการปรับโครงสร้างทางด้านการบริหารจัดการศึกษาของชาติให้มีความเป็นเอกภาพสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจและสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐที่มีข้าราชการครูในสังกัดโดยมีการกำหนดให้มีความเป็นเอกภาพในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูให้เป็นเอกภาพ ในแต่ละส่วนราชการหรือหน่วยงานการศึกษา ไม่ซับซ้อน มีความเป็นอิสระ เน้นการกระจายอำนาจ รวดเร็ว มีการกำหนด องค์กรกลางบริหารงานบุคคลเพิ่มขึ้น เพื่อบริหารอัตรากำลัง ให้สอดคล้องกับความต้องการของบริบทในแต่ละส่วนและสถานศึกษาต่อการพัฒนาผู้เรียน รวมถึงมีการกำหนดวินัยและการรักษาวินัย หน่วยงานหรือองค์กรพิทักษ์คุณธรรม สร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการครู ให้มีพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อไป

สาระสำคัญ

               1. ยกเลิกพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/256๐
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/256๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู
ลงวันที่ 21 มีนาคม 256๐ เฉพาะที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และบรรดาบทกฎหมายหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 3)

          2. กำหนดให้คำว่า “ข้าราชการครู” ตามกฎหมายอื่น ให้หมายความรวมถึงข้าราชการครูตามกฎหมายนี้ด้วย (ร่างมาตรา 5)

          3. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 6)

หมวด 1 คณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู

          4. กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู เรียกว่า “คณะกรรมการข้าราชการครู” เรียกโดยย่อว่า “ก.ค.” โดยกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หน้าที่และอำนาจ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู โดยชื่อย่อว่า “สำนักงาน ก.ค.” มีเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู เรียกโดยย่อว่า “เลขาธิการ ก.ค.” เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการ (ร่างมาตรา 7 ถึงมาตรา 2๐)

          5. กำหนดให้มีและกำหนดองค์ประกอบคณะอนุกรรมการข้าราชการครูประจำส่วนราชการ เรียกโดยย่อว่า “อ.ก.ค. ส่วนราชการ” (ร่างมาตรา 21) และกำหนดหน้าที่และอำนาจ (ร่างมาตรา 22 ถึงมาตรา 27)

          6. กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูประจำสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ  เรียกโดยย่อว่า “อ.ก.ค.สศศ. มีหน้าที่และอำนาจในการบริหารงานบุคคลภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ (ร่างมาตรา 28 ถึงมาตรา 29)

          7. กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูประจำจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “อ.ก.ค.จังหวัด” มีหน้าที่และอำนาจการบริหารงานบุคคลภายในจังหวัด (ร่างมาตรา 3๐ ถึงมาตรา 31)

          8. กำหนดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูในสถานศึกษา (ร่างมาตรา 33)

              8.1 กำหนดวิธีการประชุมของอ.ก.ค. ส่วนราชการ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด อ.ก.ค.สศศ.  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคลและเป็นนิติบุคคล โดยให้นำความในมาตรา 16 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 34)

              8.2 กำหนดหน้าที่และอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด (ร่างมาตรา 35) และหน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ร่างมาตรา 36)

              8.3 กำหนดให้ผู้บริหารการศึกษาหรือหัวหน้าหน่วยงานระดับจังหวัดที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่า นอกจากตามมาตรา 35 และมาตรา 36 เป็นผู้บริหารราชการในหน่วยงานการศึกษานั้น และเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูในหน่วยงานการศึกษานั้น (ร่างมาตรา 37)

              8.4 กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหารส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่าสถานศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูในสถานศึกษา และมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

                    (1) ควบคุม ดูแล ให้การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค. อ.ก.ค.ส่วนราชการ และตามที่ อ.ก.ค.จังหวัด กำหนดแล้วแต่กรณี

                    (2) พิจารณาเสนอความดีความชอบของข้าราชการครูในสถานศึกษา

                    (3) พิจารณาการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูสายงานปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ตามที่ได้รับจัดสรรจากส่วนราชการต้นสังกัด รวมถึงดำเนินการทางวินัย ลงโทษทางวินัย การสั่งให้ออกหรือสั่งพักราชการ แก่ข้าราชการครูโดยได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล ตามระเบียบที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการกำหนด

                    (4) ส่งเสริม สนับสนุนข้าราชการครูในสถานศึกษาให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

                    (5) จัดทำมาตรฐาน ภาระงานสำหรับข้าราชการครูในสถานศึกษา

                    (6) ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของข้าราชการครู เพื่อเสนอ อ.ก.ค.จังหวัด

                    (7) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น และตามที่ อ.ก.ค.จังหวัด อ.ก.ค.ส่วนราชการ มอบหมายแล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 38)

              8.5 กำหนดให้ ก.ค. ตั้ง อ.ก.ค. เพื่อทำหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูในส่วนราชการอื่น ที่มิใช่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ (ร่างมาตรา 39)

          หมวด 2 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการครู

          9. กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการครูคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า“ก.พ.ค.” ประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยให้เลขาธิการ ก.ค. เป็นเลขานุการของ ก.พ.ค. และให้เลขาธิการ ก.ค. แต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานก.ค. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ไม่เกินสองคน (ร่างมาตรา 4๐)

          1๐. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ก.พ.ค. และองค์ประกอบของคณะกรรมการคัดเลือก ตลอดจนการพ้นจากตำแหน่ง (ร่างมาตรา 41 ถึงมาตรา 46)

          11. กำหนดหน้าที่และอำนาจของ ก.พ.ค. ดังนี้

          (1) เสนอแนะต่อ ก.ค. และ อ.ก.ค.ส่วนราชการ เพื่อให้ ก.ค. และ อ.ก.ค.ส่วนราชการดำเนินการจัดให้มีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม

          (2) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 147

          (3) พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามมาตรา 149

          (4) พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรมตามมาตรา 153

          (5) ออกกฎ ก.พ.ค. ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎ ก.พ.ค. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

          (6) พิจารณาตั้งอนุกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาอุทธรณ์ อนุกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาร้องทุกข์ อนุกรรมการอื่นตามความเหมาะสม หรือที่ปรึกษาตามความจำเป็นเพื่อช่วยเหลือกลั่นกรองงานหรือตรวจสอบข้อมูลแทน ก.พ.ค.(ร่างมาตรา 47)

          หมวด 3 บททั่วไป

          12. กำหนดให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาคระหว่างบุคคล และหลักการได้รับการปฏิบัติและการคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน (ร่างมาตรา 5๐)

            13. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ซึ่งจะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู (ร่างมาตรา 51)

            14. กำหนดให้อัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครู ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครู (ร่างมาตรา 52)

          15. กำหนดให้คณะรัฐมนตรีสามารถวางระเบียบและวิธีการให้กระทรวงการคลังหักเงินเดือนของข้าราชการครูเป็นเงินสะสมเพื่อประโยชน์ในการออมทรัพย์ของข้าราชการครูได้ (ร่างมาตรา 53)

          16. กำหนดให้ข้าราชการครูอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งในบางท้องที่ หรือบางสภาพการทำงาน ตำแหน่งในบางสายงาน หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตามระเบียบที่ ก.ค. กำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว ตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (ร่างมาตรา 54 และมาตรา 55)

          17. กำหนดให้วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการของข้าราชการครู ให้เป็นไปตามที่ ก.ค. กำหนด (ร่างมาตรา 56)

          18. กำหนดให้เครื่องแบบของข้าราชการครูและระเบียบการแต่งเครื่องแบบ ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น (ร่างมาตรา 57)

          19. กำหนดให้บำเหน็จบำนาญข้าราชการครู ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น (ร่างมาตรา 58)

          หมวด 4 การกำหนดตำแหน่ง วิทยฐานะและการให้ได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง

          2๐ กำหนดให้ตำแหน่งข้าราชการครู มี 6 ประเภท ดังนี้

                ก. ตำแหน่งผู้ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในสถานศึกษา

                ข. ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

                ค. ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

                ง. ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาในระดับส่วนราชการ

                จ. ตำแหน่งศึกษานิเทศก์

                ฉ. ตำแหน่งนักพัฒนาการศึกษา (ร่างมาตรา 59)

          21. กำหนดให้ตำแหน่งข้าราชการครู เป็นตำแหน่งที่มีมีวิทยฐานะ (ร่างมาตรา 6๐)

          22. กำหนดให้ตำแหน่งคณาจารย์ (1) อาจารย์ (2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (3) รองศาสตราจารย์ (4) ศาสตราจารย์
เป็นตำแหน่งทางวิชาการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่สอนในระดับปริญญา (ร่างมาตรา 61)

          23. กำหนดให้การมีตำแหน่งข้าราชการครูจำนวนเท่าใดในหน่วยงานการศึกษาและต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอย่างใด ให้เป็นไปตามที่ ก.ค. กำหนด (ร่างมาตรา 62)

          24. กำหนดให้ อ.ก.ค.ส่วนราชการ อาจเสนอแนะให้ ก.ค. กำหนด ตำแหน่งข้าราชการครู จะมีในหน่วยงานการศึกษาใด จำนวนเท่าใด และต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจ ประเภท เป้าหมายและเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ (ร่างมาตรา 63)

          25. กำหนดให้ ก.ค. จัดทำมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะ และมาตรฐานตำแหน่งทางวิชาการของข้าราชการครูไว้เป็นบรรทัดฐานทุกตำแหน่ง ทุกวิทยฐานะเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน (ร่างมาตรา 64)

          26. กำหนดให้ ก.ค. หรือ อ.ก.ค.ส่วนราชการ หรือผู้ที่ ก.ค. มอบหมายตรวจสอบการกำหนดตำแหน่งและการใช้ตำแหน่งข้าราชการครูให้เหมาะสม (ร่างมาตรา 65)

          27. กำหนดให้ข้าราชการครูได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครู (ร่างมาตรา 66)

          หมวด 5 การบรรจุและการแต่งตั้ง

          28. กำหนดให้การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ให้บรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้สำหรับตำแหน่งนั้น โดยบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ (ร่างมาตรา 67) และผู้สมัครสอบแข่งขันต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 51 และต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานตำแหน่งตามมาตรา 64 (ร่างมาตรา 68)

          29. กำหนดให้ ก.ค. เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดให้มีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง บุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู โดยให้ อ.ก.ค.ส่วนราชการ เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครู และในกรณีที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ เห็นสมควร จะมอบหมายให้ อ.ก.ค. จังหวัด หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือส่วนราชการหรือหน่วยงานการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการตามวรรคสองก็ได้ (ร่างมาตรา 69) และอ.ก.ค. จังหวัด หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. ส่วนราชการ อาจรับสมัครสอบแข่งขันเฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติพิเศษในสาขาวิชาใดได้ (ร่างมาตรา 7๐)

          3๐. กำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง มาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 88 มาตรา 89 มาตรา 9๐ และมาตรา 91 หากภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือขาดคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งตามมาตรา 64 หรือขาดคุณสมบัติพิเศษตามมาตรา 7๐ อยู่ก่อนก็ดี หรือมีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังปรากฏว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้นก็ดี ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามหน้าที่และอำนาจและการรับเงินเดือน หรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกจากราชการนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้ว ให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ร่างมาตรา 71)

               31. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง วิทยฐานะ หรือตำแหน่งทางวิชาการใด
ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตามที่ ก.ค. กำหนดไว้ในมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะหรือมาตรฐานตำแหน่งทางวิชาการ (ร่างมาตรา 72)

          32. กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษที่ อ.ก.ค.จังหวัด หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือส่วนราชการ หรือหน่วยงานการศึกษา
ไม่สามารถดำเนินการสอบแข่งขันได้ หรือการสอบแข่งขันอาจทำให้ไม่ได้บุคคลต้องตามประสงค์ของทางราชการ
อ.ก.ค.จังหวัด หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือส่วนราชการ หรือหน่วยงานการศึกษา อาจคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูโดยวิธีอื่นได้
(ร่างมาตรา 73)

          33. กำหนดให้หน่วยงานการศึกษาใดมีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์แก่ราชการ
ที่จะต้องบรรจุและแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีความรู้ ความสามารถ มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญระดับสูงเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครู ให้หน่วยงานการศึกษาดำเนินการขอความเห็นชอบจาก อ.ก.ค.จังหวัด หรือ
อ.ก.ค.สศศ. หรือสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล แล้วให้ขออนุมัติจาก อ.ก.ค.ส่วนราชการ
เมื่อ อ.ก.ค. ส่วนราชการ ได้พิจารณาอนุมัติให้สั่งบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งใด วิทยฐานะใด และกำหนดเงินเดือนที่จะให้ได้รับแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 72 สั่งบรรจุและแต่งตั้งได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนดแล้วรายงานต่อ ก.ค. โดยเร็ว (ร่างมาตรา 74)

          34. กำหนดให้นอกจากการบรรจุและแต่งตั้งเพื่อให้บุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู อ.ก.ค. ส่วนราชการ อาจเสนอแนะให้ ก.ค. กำหนดให้ตำแหน่งข้าราชการครู บางตำแหน่งเป็นสัญญาจ้างปฏิบัติงานรายปีหรือโดยมีกำหนดเวลาตามระเบียบที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง หรือเป็นพนักงานราชการ โดยไม่ต้องเป็นข้าราชการได้ (ร่างมาตรา 75)

          35. กำหนดให้ภายใต้บังคับมาตรา 67 วรรคหนึ่ง มาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 82 มาตรา 88 มาตรา 89 มาตรา 9๐ และมาตรา 91 การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครู ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรานี้ (ร่างมาตรา 76)

          36. กำหนดให้ข้าราชการครูมีวิทยฐานะใด และการเลื่อนเป็นวิทยฐานะใดต้องเป็นไปตามมาตรฐานวิทยฐานะตามมาตรา 64 ซึ่งผ่านการประเมิน ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความประพฤติด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ประสบการณ์ คุณภาพการปฏิบัติงาน ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ ผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการเรียน การสอน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 77)

          37. กำหนดให้มีการประเมินตำแหน่งหรือวิทยฐานะสำหรับตำแหน่งที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะสำหรับตำแหน่งไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถ ความชำนาญการ หรือความเชี่ยวชาญในตำแหน่งและวิทยฐานะที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค.
ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 78)

          38. กำหนดให้ข้าราชการครูที่มีวิทยฐานะใด และไม่ได้ขอกำหนดให้มีวิทยฐานะสูงขึ้น มีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นที่ประจักษ์หรือรับราชการและดำรงตำแหน่ง
วิทยฐานะดังกล่าวเป็นเวลานานเกินสิบปี และไม่เคยเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อตนเองและต่อทางราชการ อาจได้รับการแต่งตั้งให้มีวิทยฐานะสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง (ร่างมาตรา 79)

          39. กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย และนักพัฒนาการศึกษาฝึกปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มเป็นเวลาสองปีก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูหรือนักพัฒนาการ แล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 8๐)

          4๐. กำหนดให้การเปลี่ยนตำแหน่ง การย้ายและการโอนของข้าราชการครู ให้เป็นไปตามที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 81)

          41. กำหนดให้การโอนพนักงานส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่มิใช่พนักงานวิสามัญ และการโอนข้าราชการอื่นที่มิใช่ข้าราชการครูตามพระราชบัญญัตินี้และมิใช่ข้าราชการการเมือง มาบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู อาจทำได้หากบุคคลนั้นสมัครใจ โดยให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 ของหน่วยงานการศึกษาที่ประสงค์จะรับโอนทำความตกลงกับผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของส่วนราชการหรือหน่วยงานสังกัดเดิม แล้วเสนอเรื่องให้ ก.ค. หรือ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.จังหวัด หรือ
อ.ก.ค.สศศ. หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลแล้วแต่กรณี อนุมัติโดยให้คำนึงถึงประโยชน์ที่หน่วยงานการศึกษานั้นจะได้รับเป็นสำคัญ (ร่างมาตรา 82)

          42. กำหนดให้การย้ายข้าราชการครูที่ไปดำรงตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาอื่นภายในส่วนราชการหรือภายในเขตพื้นที่การศึกษาหรือต่างเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นอำนาจของผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 โดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการ อ.ก.ค.จังหวัด หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. ที่ ก.ค. ตั้ง หรือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลหรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวของรัฐที่เป็นนิติบุคคล แล้วแต่กรณี เมื่อ อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการ อ.ก.ค.จังหวัด หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. ที่ ก.ค. ตั้ง หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวของรัฐที่เป็นนิติบุคคล แล้วแต่กรณี พิจารณาอนุมัติแล้วให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการผู้นั้นต่อไป (ร่างมาตรา 83)

          43. กำหนดให้ภายใต้บังคับตามมาตรา 81 และมาตรา 83 ให้ อ.ก.ค.ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. ดำเนินการให้มีการสับเปลี่ยนหน้าที่หรือย้ายข้าราชการครู ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือตำแหน่งที่มีลักษณะบริหารตามที่ ก.ค. กำหนด โดยยึดหลักการให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งดังกล่าวได้ไม่เกินสี่ปี (ร่างมาตรา 84)

          44. กำหนดให้การเลื่อนตำแหน่งนักพัฒนาการศึกษาซึ่งเป็นตำแหน่งที่มิได้กำหนดให้มีวิทยฐานะ เพื่อให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น ให้กระทำได้โดยการสอบแข่งขัน สอบคัดเลือก คัดเลือก หรือประเมิน ด้วยวิธีการอื่น (ร่างมาตรา 85)

          45. กำหนดให้การแต่งตั้งนักพัฒนาการศึกษาตามมาตรา 76 สำหรับผู้สอบแข่งขันได้ให้แต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ (ร่างมาตรา 86)

          46. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ได้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะ โดยไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานตำแหน่ง หรือมาตรฐานวิทยฐานะ หรือไม่ผ่านกระบวนการเลื่อนตำแหน่งหรือกระบวนการเลื่อน
วิทยฐานะตามกฎหมาย หลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการกำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. หรือผู้สั่งสั่งไม่ถูกต้องหรือไม่มีอำนาจสั่ง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งให้ผู้นั้นกลับไปดำรงตำแหน่งหรือ
วิทยฐานะเดิมโดยพลัน (ร่างมาตรา 87)

          47. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ออกจากราชการไปแล้ว และมิใช่เป็นการออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ถ้าสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และนักพัฒนาการศึกษาและทางราชการประสงค์จะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นเป็นข้าราชการครู
โดยให้มีตำแหน่ง วิทยฐานะ และรับเงินเดือน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการกำหนด
โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 88)

          48. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ออกจากราชการไปปฏิบัติงานใดและให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเหมือนเป็นเวลาราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถ้าผู้นั้นกลับเข้ารับราชการภายในกำหนดเวลาที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แต่ไม่เกินสี่ปีนับแต่วันไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งบรรจุและแต่งตั้ง ผู้นั้นเป็นข้าราชการครู โดยให้มีตำแหน่งวิทยฐานะ และรับเงินเดือน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการกำหนด โดยความเห็นชอบ จาก ก.ค. (ร่างมาตรา 89)

          49. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหารโดยมิได้กระทำการใด ๆ ในระหว่างรับราชการทหารอันเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และผู้นั้นไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 51 และไม่ได้ถูกสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามมาตรา 139 วรรคสอง เป็นให้ออกจากราชการตามมาตราอื่น หากประสงค์จะกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ในหน่วยงานการศึกษาเดิม ให้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันพ้นจากราชการทหาร และให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นเป็นข้าราชการครู และนักพัฒนาการศึกษา โดยให้มีตำแหน่งวิทยฐานะ และรับเงินเดือน
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 9๐)

          5๐. กำหนดให้พนักงานส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ที่ไม่ใช่พนักงานวิสามัญ หรือไม่ใช่ข้าราชการหรือพนักงานซึ่งออกจากงานในระหว่างทดลองปฏิบัติงานหรือข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการครูและไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งออกจากราชการ
ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ผู้ใดออกจากงานหรือออกจากราชการไปแล้ว ถ้าสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและทางราชการประสงค์รับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 ที่ประสงค์
จะรับเข้ารับราชการเสนอเรื่องไปให้ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือผู้ที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการมอบหมาย พิจารณาอนุมัติ (ร่างมาตรา 91)

          52. กำหนดให้ในกรณีตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือตำแหน่งข้าราชการครู ตำแหน่งใดที่มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 สั่งให้ข้าราชการครูและนักพัฒนาการศึกษาไปรักษาการในตำแหน่งนั้นได้ (ร่างมาตรา 92)

          53. กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งให้ข้าราชการผู้ใดไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานการศึกษาใดเป็นการชั่วคราวได้โดยอนุมัติ อ.ก.ค. ส่วนราชการ (ร่างมาตรา 93)

          54. กำหนดให้กรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นหัวหน้าส่วนราชการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด หรือผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษาประจำจังหวัด มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการครูประจำส่วนราชการหรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด หรือสถาบันอาชีวศึกษาประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี เป็นการชั่วคราว โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ค. (ร่างมาตรา 94)

          55. กำหนดให้กรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นหัวหน้าส่วนราชการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด หรือผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษาประจำจังหวัด มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการครูพ้นจากตำแหน่งหน้าที่และขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิม โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตรากำลังทดแทนที่ ก.ค. กำหนดได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎ ก.ค. (ร่างมาตรา 95)

          หมวด 6 การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ

          56. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูโดยยึดหลักการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับการเป็นข้าราชการครู และปฏิบัติราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ถือว่าผู้นั้นมีความชอบ สมควรได้รับบำเหน็จความชอบ ซึ่งอาจเป็นบันทึกคำชมเชย รางวัลเครื่องเชิดชูเกียรติ หรือการเลื่อนเงินเดือน หรือการบริหารงานบุคคลในเรื่องอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการกำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 96)

          57 กำหนดให้การเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการครู ซึ่งให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา โดยการพิจารณาให้ยึดหลักคุณธรรม มีความเที่ยงธรรม เปิดเผย โปร่งใส และพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก และความประพฤติในการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 96 (ร่างมาตรา 97)

          58. กำหนดให้ อ.ก.ค. ส่วนราชการ โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. กำหนดเงินเดือนประสิทธิภาพของตำแหน่งข้าราชการครูในตำแหน่งที่มีวิทยฐานะ เพื่อให้ปฏิบัติงานบังเกิดผลดีและมีความก้าวหน้าและได้มาตรฐานงานของทางราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 98)

          59. กำหนดให้ข้าราชการครูที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ ให้กระทรวงเจ้าสังกัด ส่วนราชการ และหน่วยงานการศึกษาดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติ ตามควรแก่กรณี (ร่างมาตรา 99)

          6๐. กำหนดให้ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษามีหน้าที่จัดสวัสดิการให้แก่ข้าราชการครูและนักพัฒนาการศึกษา ตามความเหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ ให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ (ร่างมาตรา 1๐๐)

               61. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้จัดสวัสดิการ
แก่ครอบครัวตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. โดยขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ร่างมาตรา 1๐1)

          62. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา 67 หรือมาตรา 73 ก่อนการมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติ ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งภาระงาน มาตรฐานคุณภาพงาน มาตรฐานวิชาชีพ ประมวลจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เกณฑ์การประเมินผลงาน ระเบียบแบบแผน หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติราชการ บทบาทหน้าที่ของข้าราชการในฐานะเป็นพลเมืองที่ดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 1๐2)

          63. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและมีหน้าที่พัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสม
ในอันที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 1๐3)

          64. กำหนดให้มีการพัฒนาข้าราชการครูก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง บางตำแหน่งและบางวิทยฐานะ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพที่เหมาะสม ในอันที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 1๐4)

          65. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา โดยการให้ไปศึกษาฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยและพัฒนาตามระเบียบที่ อ.ก.ค.ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 1๐5)

          หมวด 7 วินัยและการรักษาวินัย

            66. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องรักษาวินัยที่บัญญัติเป็นข้อห้าม และข้อปฏิบัติโดยเคร่งครัด (ร่างมาตรา 1๐6)

          67. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีหน้าที่วางรากฐานให้เกิดระบอบการปกครอง (ร่างมาตรา 1๐7)

          68. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสมอภาค และเที่ยงธรรม มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการ และต้องปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด (ร่างมาตรา 1๐8)

          69. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ในกรณีการเรียกเอกสารและหลักฐานจากหน่วยงานการศึกษา (ร่างมาตรา 1๐9)

          7๐ กำหนดให้ข้าราชการครูต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ (ร่างมาตรา 11๐)

          71 กำหนดให้ข้าราชการครูต้องตรงต่อเวลา อุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผู้เรียน จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้ (ร่างมาตรา 111)

          72. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคมมีความสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียนและระหว่างข้าราชการด้วยกัน หรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการ ต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เรียนและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ (ร่างมาตรา 112)

          73. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องไม่กลั่นแกล้ง กล่าวหาหรือร้องเรียน ผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง (ร่างมาตรา 113)

          74. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน (ร่างมาตรา 114)

          75. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่น โดยมิชอบ หรือนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่น หรือจ้างวาน ใช้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการ เพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ร่างมาตรา 115)

          76. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (ร่างมาตรา 116)

          77. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยต้องไม่อาศัยหน้าที่และอำนาจราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หรือพรรคการเมืองใด (ร่างมาตรา 117)

          78. กำหนดให้ข้าราชการครูต้องรักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใด ๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก (ร่างมาตรา 118)

          79. กำหนดให้ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (ร่างมาตรา 119)

          8๐ กำหนดให้ข้าราชการครูผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตาม ข้อปฏิบัติทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย และต้องได้รับโทษทางวินัย (ร่างมาตรา 12๐)

          81. กำหนดให้การลงโทษข้าราชการครูให้ทำเป็นคำสั่ง วิธีการออกคำสั่ง เกี่ยวกับการลงโทษให้เป็นไปตามระเบียบที่ อ.ก.ค. ส่วนราชการ กำหนด โดยความเห็นชอบจาก ก.ค. (ร่างมาตรา 121)

          หมวด 8 การดำเนินการทางวินัย

          82. กำหนดให้การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (ร่างมาตรา 122)

          83. กำหนดให้การดำเนินการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 122 ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำผิดวินัยให้ยุติเรื่อง ถ้าฟังได้ว่ากระทำผิดวินัยให้ดำเนินการตามมาตรา 124 และในกรณีที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต้องลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนโทษ ห้ามให้ลดโทษต่ำกว่า
ปลดออก (ร่างมาตรา 123)

          84. กำหนดให้ข้าราชการครูผู้กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์
ตัดเงินเดือนหรือลดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษได้ (ร่างมาตรา 124)

          85. กำหนดให้กรรมการสอบสวน เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของกรรมการสอบสวน (ร่างมาตรา 125)

          86. กำหนดให้ข้าราชการครูซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตายมีกรณีถูกกล่าวหาเป็นหนังสือก่อนออกจากราชการว่าขณะรับราชการได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าเป็นการกล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นหรือต่อผู้มีหน้าที่สืบสวน สอบสวนหรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือเป็นการกล่าวหาของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาก่อนออกจากราชการว่า ในขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญาอันมิใช่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับราชการหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณา ดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษ ได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ (ร่างมาตรา 126)

          87. กำหนดให้กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐมีมติชี้มูลความผิดข้าราชการครูซึ่งออกจากราชการแล้ว การดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ข้าราชการครูผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต (ร่างมาตรา 127)

          88. กำหนดให้ข้าราชการครูที่มีกรณีถูกถูกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญา โดยผู้มีอำนาจตามมาตรา 122 วรรคสอง วรรคสี่ หรือวรรคเจ็ด แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้ ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด หรือกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการและไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ (ร่างมาตรา 128)

               89. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ได้ดำเนินการทางวินัย หรือดำเนินการสอบสวนข้าราชการและ
นักพัฒนาการศึกษา หรือสั่งให้ข้าราชการครูออกจากราชการไปแล้วให้ดำเนินการตามมาตรานี้ (ร่างมาตรา 129)

          9๐. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ได้ดำเนินการทางวินัย หรือสั่งให้ข้าราชการครูออกจากราชการ ในเรื่องใดไปแล้ว ถ้า ก.ค. พิจารณาเห็นเป็นการสมควรให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม หรือเพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลให้หน่วยงานการศึกษาปฏิบัติการตามหมวด 7 และหมวดนี้โดยถูกต้องและเหมาะสมตามความเป็นธรรม ก็ให้ ก.ค. มีอำนาจสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม ในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็น (ร่างมาตรา 13๐)

          91. กำหนดให้ข้าราชการครู ซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นหรือข้าราชการอื่น ตามมาตรา 82 ที่มีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูผู้นั้นดำเนินการทางวินัยตามหมวดนี้โดยอนุโลม (ร่างมาตรา 131)

          หมวด 9 การออกจากราชการ

          92. กำหนดให้ข้าราชการครูออกจากราชการด้วยเหตุตามมาตรานี้ (ร่างมาตรา 132)

          93. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 เป็นผู้พิจารณา ยกเว้นกรณีข้าราชการครูผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ เพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งอื่นที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชา และให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ขอลาออก (ร่างมาตรา 133)

          94. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และไม่มีกรณีเป็นผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตราอื่น ถ้าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่หน่วยงานการศึกษาของผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปฏิบัติงานอยู่ได้รับหนังสือแจ้งการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มีตำแหน่งว่างหรือตำแหน่งอื่นที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และผู้บังคับบัญชาหน่วยงานการศึกษานั้นพิจารณาเห็นว่า
ผู้นั้นมีความเหมาะสมที่จะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวและไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 51 และมาตรา 64 ให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นผู้บริหารหน่วยงานการศึกษานั้น ส่งเรื่องให้ อ.ก.ค.ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค.จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล
หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค.แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาอนุมัติ (ร่างมาตรา 134)

          95. กำหนดให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการครูออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ในกรณีที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้ถูกสั่งให้ออก
มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ (ร่างมาตรา 135)

          96. กำหนดให้ข้าราชการครูที่มีกรณีถูกกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องในหน้าที่ราชการประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 เห็นว่ากรณีมีมูลถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนได้ (ร่างมาตรา 136)

          97. กำหนดให้ข้าราชการครูที่มีกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนตามมาตรา 122 วรรคสอง และกรรมการสอบสวนหรือผู้มีอำนาจตามมาตรา 122 วรรคสอง วรรคสี่ หรือวรรคเจ็ดหรือมาตรา 129 (1) แล้วแต่กรณี เห็นว่ากรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้นั้นได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะสั่งให้ลงโทษวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ให้ส่งเรื่องให้ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี พิจารณาให้ออกจากราชการได้ (ร่างมาตรา 137)

          98. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาลหรือต้องรับโทษจำคุกโดย
คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาณหรือความผิดลหุโทษซึ่งยังไม่ถึงกับต้องถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออก โดยให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 จะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการก็ได้ (ร่างมาตรา 138)

          99. กำหนดให้ข้าราชการครูที่ไปรับราชการทหาร ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และให้
ผู้มีอำนาจตามาตรา 76 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ (ร่างมาตรา 139)

          1๐๐. กำหนดให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 76 ซึ่งไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหมวดนี้ หรือตามมาตรา 71 หรือมาตรา 8๐ วรรคสอง วรรคสาม หรือวรรคสี่ โดยให้ผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งเหนือชั้นของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งดังกล่าวมีอำนาจดำเนินการในหมวดนี้ หรือตามมาตรา 71 หรือมาตรา 8๐ วรรคสอง วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณีได้ (ร่างมาตรา 14๐)

          1๐1. กำหนดให้กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด หรือผู้อำนวยการสถานบันอาชีวศึกษาประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี ซึ่งได้รับรายงานตามมาตรา 129 (1) หรือ (2) แล้ว และเห็นสมควรให้ข้าราชการครูผู้ให้ออกจากราชการตามมาตรา 135 (4) หรือมาตรา 136 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตราดังกล่าว หรือ มาตรา 122 วรรคสอง กรณีความผิดวินัยร้ายแรงไว้แล้ว ให้ส่งเรื่องให้ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี พิจารณา (ร่างมาตรา 141)

          1๐2. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ได้ดำเนินการทางวินัยหรือสั่งให้ข้าราชการครูออกจากราชการในเรื่องใดไปแล้ว ถ้า ก.ค.พิจารณาเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม หรือเพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแล ให้หน่วยงานการศึกษาปฏิบัติตามหมวดนี้หรือมาตรา 71 หรือตามมาตรา 8๐ วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือวรรคสี่ โดยถูกต้องและเหมาะสมความเป็นธรรม ก็ให้ ก.ค.มีอำนาจสอบสวนใหม่ หรือสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็นและให้นำมาตรา 13๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 142)

          1๐3. กำหนดให้ข้าราชการครูซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนราชการท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการตามมาตรา 82 ที่มีกรณีที่สมควรให้ออกจากงานหรือออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น หรือกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการนั้นอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุ ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูผู้นั้นมีอำนาจพิจารณาดำเนินการตามหมวดนี้ หรือตามมาตรา 71 ได้ (ร่างมาตรา 143)

          1๐4. กำหนดให้ภายใต้บังคับหมวด 8 และหมวด 1๐ ข้าราชการครูอาจถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนในกรณีอื่นตามที่กำหนดใน กฎ ก.ค.ศ. ได้ (ร่างมาตรา 144)

               1๐5. กำหนดให้การออกจากราชการของข้าราชการครูในตำแหน่งซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ให้นำความกราบบังคับทูลเพื่อทรงทราบ เว้นแต่การออกจากราชการตามมาตรา 132 (1) (ร่างมาตรา 145)

          หมวด 1๐ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์

          1๐6. กำหนดให้ข้าราชการครูผู้ใดถูกสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือ ลดเงินเดือน มีสิทธิอุทธรณ์ ต่อ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง (ร่างมาตรา 146)

          1๐7. กำหนดให้ข้าราชการครูผู้ใดถูกสั่งลงโทษ ปลดออก ไล่ออก หรือสั่งให้ออกจากราชการให้มีสิทธิอุทธรณ์ หรือ ร้องทุกข์ แล้วแต่กรณี ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง และให้ ก.พ.ค. พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน (ร่างมาตรา 147)

          1๐8. กำหนดให้ข้าราชการครูที่เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีความคับข้องใจเนื่องจากการกระทำของผู้บังคับบัญชา หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ให้ผู้นั้นมีสิทธิร้องทุกข์ต่อ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค. หรือ ก.ค.พ.แล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 148)

          1๐9. กำหนดให้หลักเกณฑ์และวิธีการในเรื่องที่เกี่ยวกับการอุทธรณ์และพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 146 และมาตรา 147 การร้องทุกข์และพิจารณาร้องทุกข์ ตามมาตรา 148 ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.ค. (ร่างมาตรา 149)

          11๐. กำหนดให้ อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 146 แล้วข้าราชการครูที่เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือกรณีที่มิได้บัญญัติให้มีสิทธิอุทธรณ์ตามหมวดนี้ ผู้นั้นย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ร่างมาตรา 15๐)

          111. กำหนดให้การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ให้ ก.พ.ค. มีอำนาจไม่รับเรื่องร้องทุกข์ ยกคำร้องทุกข์ หรือมีคำวินิจฉัยให้แก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งและให้เยียวยาความเสียหายให้ผู้ร้องทุกข์ หรือให้ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามระเบียบที่ ก.พ.ค. กำหนด (ร่างมาตรา 151)

          112. กำหนดให้ข้าราชการครูซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการตามมาตรา 82 ผู้ใดถูกสั่งลงโทษทางวินัยอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุและผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น หรือกฎหมายเกี่ยวกับบริหารงานบุคคลของราชการที่โอนมา แต่ยังมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายดังกล่าวก็ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ตามหมวดนี้ได้ แต่ถ้าผู้นั้นได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นหรือกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราการที่โอนมาไว้แล้ว และในวันที่ผู้นั้นได้โอนมาบรรจุเป็นข้าราชการครู การพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ให้ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 146 หรือมาตรา 147 เป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์ (ร่างมาตรา 152)

          หมวด 11 การคุ้มครองระบบคุณธรรม

               113. กำหนดให้กรณีที่ ก.พ.ค.ศ. เห็นว่า กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้และ
มุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรม ตามมาตรา 5๐ ให้ ก.พ.ค. แจ้งให้หน่วยงานหรือ
ผู้ออกกฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ดังกล่าวทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไขหรือยกเลิก ตามควรแก่กรณี (ร่างมาตรา 153)

          บทเฉพาะกาล

          114. กำหนดให้ ก.ค.ศ. ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/256๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ลงวันที่ 21 มีนาคม 256๐ ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้ง ก.ค. ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 154)

          115. กำหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้มีการดำเนินการให้มี อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค.แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ อ.ก.ค. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทำหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้แต่งตั้ง อ.ก.ค. ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.สศศ. หรือ อ.ก.ค. จังหวัด หรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือคณะกรรมการสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หรือ ก.ค. แล้วแต่กรณี (ร่างมาตรา 155)

          116. กำหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้มีการดำเนินการให้มี อ.ก.ค. เขตพื้นที่การศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ กศจ. และ กศจ. กรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/256๐
เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 256๐ ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับทำหน้าที่ อ.ก.ค. เขตพื้นที่การศึกษาไปพลางก่อน ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ(ร่างมาตรา 156)

          117. กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการครูตามพระราชบัญญัตินี้ และดำรงตำแหน่งหรือดำรงตำแหน่งที่มีวิทยฐานะเดิม (ร่างมาตรา 157)

          118. กำหนดให้ข้าราชการพลเรือน ในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นข้าราชการครูตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ ก.ค. กำหนดหลักเกณฑ์และเปรียบเทียบอัตราตำแหน่งข้าการพลเรือนเป็นตำแหน่งและตำแหน่งวิทยาฐานะตามตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูที่กำหนดไว้ตามมาตรา 59 และมาตรา 6๐ ตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 158)

          119. กำหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้ดำเนินการให้มี ก.พ.ค. ให้ อ.ก.ค. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ และ อ.ก.ค. วิสามัญเกี่ยวกับการร้องทุกข์และการร้องเรียนขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามที่ ก.ค. ตั้ง ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และข้อ 5 และ ข้อ 6 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/256๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 21 มีนาคม 256๐ ปฏิบัติหน้าที่ ก.พ.ค. ตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก.พ.ค. ตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 159)

          12๐. กำหนดให้ข้าราชการครูที่มีกรณีกระทำผิดวินัยหรือกรณีที่สมควรให้ออกจากราชการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัตินี้มีอำนาจสั่งลงโทษผู้นั้นหรือสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วนการสอบสวน การพิจารณาและการดำเนินการเพื่อลงโทษหรือให้ออกจากราชการ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 16๐)

          121. กำหนดให้ข้าราชการครูซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือข้าราชการอื่นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งมีกรณีกระทำผิดวินัยหรือกรณีที่สมควรให้ออกจากราชการหรือออกจากงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นหรือกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการนั้นอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัตินี้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่ผู้นั้น หรือดำเนินการสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้ ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 143 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 161)

          122. กำหนดให้ผู้ใดถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ถ้ายังมิได้ยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและยังไม่พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัตินี้ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 162)

          123. กำหนดให้เรื่องอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ก.ค.ศ. กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ให้ ก.ค.ศ. กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไปจนกว่าจะตั้ง อ.ก.ค. ส่วนราชการ อ.ก.ค.จังหวัด หรือ อ.ก.ค. ที่ ก.ค. ตั้ง แล้วเสร็จ เรื่องอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
ที่ได้ยื่นต่อ ก.ค.ศ. กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ในวันหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและเป็นกรณีที่มีการลงโทษหรือสั่งการไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ ก.พ.ค. เป็นผู้พิจารณาดำเนินการต่อไป (ร่างมาตรา 163)

          124. กำหนดให้การใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการหรือเคยดำเนินการได้ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และมิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือมีกรณีที่
ไม่อาจดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ การดำเนินการต่อไปในเรื่องนั้นจะสมควรดำเนินการประการใดให้เป็นไปตามที่ ก.ค. กำหนด (ร่างมาตรา 164)

          125. กำหนดให้กรณีที่ ก.ค.ศ. ตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ และ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจขึ้นปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ แทน ก.ค.ศ. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ให้
อ.ก.ค.ศ. วิสามัญและ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจนั้น ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ก.ค.ศ. มอบหมายต่อไป จนกว่ากรณีจะแล้วเสร็จ เว้นแต่ ก.ค.ศ. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น (ร่างมาตรา 165)

          126. กำหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือ ก.ค.ศ. ยังมิได้ออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือจัดทำมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะ หรือกำหนดกรณีใด เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎ ก.ค.ศ. กฎ ก.พ. มติ ก.ค.ศ. มติ ก.พ. มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ มาตรฐานกำหนดตำแหน่งหรือกรณีที่ ก.ค.ศ. หรือ ก.พ. กำหนดไว้แล้ว ซึ่งใช้บังคับอยู่เดิมมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 166)

          127. กำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่ง และเงินประโยชน์ที่เกื้อกูลกัน ให้ครอบคลุมตำแหน่งข้าราชการครูภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 167)

 

ผู้ที่เกี่ยวข้อง

  1.   กระทรวงศึกษาธิการ
  2.   สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
  3.   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
  4.   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
  5.   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  6.   สำนักงานประสานส่งเสริมการประถมศึกษา
  7.   สำนักงานคณะกรรมการประสานส่งเสริมการมัธยมศึกษา
  8.   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
  9.   สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ประเด็นเพื่อรับฟังความคิดเห็น

  1. ท่านเห็นด้วยกับองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูตามร่างมาตรา 7 ถึงมาตรา 19 หรือไม่
  2. ท่านเห็นด้วยกับการให้มีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู หน้าที่และอำนาจตามร่างมาตรา 20 หรือไม่
  3.  ท่านเห็นด้วยกับองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูประจำส่วนราชการ ตามร่างมาตรา 21 ถึงมาตรา 27 หรือไม่
  4.  ท่านเห็นด้วยกับการให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูประจำสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษ มีหน้าที่และอำนาจในการบริหารงานบุคคลภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาพิเศษตามร่างมาตรา 28 ถึงมาตรา 29 หรือไม่
  5. ท่านเห็นด้วยกับการให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูประจำจังหวัด มีหน้าที่และอำนาจการบริหารงานบุคคลภายในจังหวัดตามร่างมาตรา 30 ถึงมาตรา 31 หรือไม่
  6. ท่านเห็นด้วยกับการกำหนดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูในสถานศึกษาตามร่างมาตรา ๓๓ และการวางระบบการบริหารงานบุคคลตามร่างมาตรา 34 ถึงมาตรา 39 หรือไม่
  7. ท่านเห็นด้วยกับการกำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการครู คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามตามร่างมาตรา 40 ถึงมาตรา 46 หน้าที่และอำนาจตามร่างมาตรา 47 หรือไม่
  8.  ท่านเห็นด้วยกับการกำหนดการบริหารงานบุคคล คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ซึ่งจะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู อัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง การได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งในบางท้องที่ หรือบางสภาพการทำงาน ตำแหน่งในบางสายงาน หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ การได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ และบำเหน็จบำนาญข้าราชการครูตามร่างมาตรา 50 ถึงมาตรา 58 หรือไม่
  9. ท่านเห็นด้วยกับการกำหนดตำแหน่ง วิทยฐานะและการให้ได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชการครูตามร่างมาตรา 59 ถึงมาตรา 66 หรือไม่
  10. ท่านเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูตามร่างมาตรา 68 ถึงมาตรา 95 หรือไม่
  11. ท่านเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของข้าราชการครูตามร่างมาตรา 96 ถึงมาตรา 105 หรือไม่
  12. ท่านเห็นด้วยกับระบบวินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการครูตามร่างมาตรา 106 ถึงมาตรา 121 กระบวนการดำเนินการทางวินัยตามร่างมาตรา 122 ถึงมาตรา 131 การออกจากราชการตามร่างมาตรา 132 ถึงมาตรา 145 ระบบการอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ตามร่างมาตรา 146 หรือไม่
  13. ท่านเห็นด้วยกับระบบการคุ้มครองระบบคุณธรรมของข้าราชการครูตามร่างมาตรา 153 หรือไม่
  14. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ (ถ้ามี)