ไฟใต้ฤาจะดับ


โดย ศรีศักร วัลลิโภดม มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์



จากประสบการณ์ภาคสนามและรายงานของนักวิจัยที่เป็นคนท้องถิ่นในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมร่วมกับสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องในระยะรอบปีที่ผ่านมา ได้พบข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ทำให้น่าเป็นห่วงว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เป็นสิ่งยากที่จะยุติหรือบรรเทาลงได้

การโต้ตอบกันด้วยความรุนแรงจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่ถือว่าผิดกฎหมายกับฝ่ายรัฐที่อ้างว่าถูกกฎหมายมีพระราชกำหนดรองรับนั้น มีแต่จะทวีความเคียดแค้นและการฆ่ากันจนเป็นเหตุให้คนบริสุทธิ์เป็นจำนวนมากต้องล้มตายแทบทุกวัน

แม้แต่วิธีการแก้ปัญหาของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ก็คงเป็นได้แต่เพียงจินตนาทางอุดมคติเท่านั้น เพราะคิดว่า สันติวิธีและสันติสุข เป็นได้แค่เพียงความเพ้อเจ้อของคนจากภายนอกมากกว่าความต้องการและความเข้าใจของคนภายใน ตราบใดที่ยังไม่มีการทำความเข้าใจ ปรับความเข้าใจระหว่างกันของกลุ่มของการขัดแย้งต่างๆ ในลักษณะที่พบกันครึ่งทาง หรือประนีประนอมกันอย่างสมานฉันท์แล้ว คำว่า "สันติสุข" ก็เป็นเพียงแค่ "วจีบริการ" [Lip Service] เท่านั้น

ที่แล้วมา รัฐและสื่อมวลชนมักเสนอข่าวของความรุนแรงให้กับสังคมมหาชนทั้งประเทศเห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะเนื่องมาจากการปฏิบัติการของกลุ่มคนที่จะแบ่งแยกดินแดนไปจากประเทศไทย ซึ่งเท่ากับเป็นการขัดแย้งกันระหว่างคนในสังคมใหญ่ภายนอกที่นับถือพุทธศาสนากับคนในสังคมมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อย

ทั้งๆ ที่งานวิจัยและความคิดเห็นของผู้รู้ที่มีประสบการณ์เป็นจำนวนมากได้แสดงออกอย่างต่อเนื่องว่าคนมุสลิมส่วนใหญ่หาได้มีความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนไม่ หากมีความรู้สึกว่าทางรัฐและสังคมมหาชนต่างหากที่ไม่เคยให้ความสนใจในการให้ความเป็นธรรมและความเสมอภาคแก่เขา

ทั้งๆ ที่ในอดีตรัฐปัตตานีอันเป็นมาตุภูมิเคยเป็นรัฐอิสระที่มีความเจริญทางอารยธรรมเป็นที่สุดรัฐหนึ่งในบรรดารัฐมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดสำนึกการเป็นประชาชนคนไทยชั้นที่สองอยู่ตลอดเวลา

ผู้เขียนคิดเสมอว่าความไม่เสมอภาคดังกล่าวนี้ นำไปสู่ความไม่เข้าใจในเรื่องสังคมและวัฒนธรรมของคนมุสลิมในกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองของรัฐ ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา เกิดความขัดแย้งในเรื่องการใช้ความรุนแรงและทัศนคติที่ไม่เป็นธรรมแก่คนมุสลิมเสมอ จึงเกิดการต่อต้านอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่นับได้ว่าเป็นการโต้ตอบด้วยความรุนแรงถึงขนาดการฆ่าฟันกันมากมายอย่างในขณะนี้ เพราะดูเป็นการขัดขืนและต่อรองเสียมากกว่า หากแต่รัฐและทางบ้านเมืองไม่ให้ความสนใจเลย แถมยังเข้าใจผิดคิดไปว่าคนมุสลิมมีวัฒนธรรมที่บ้าวัตถุนิยมแบบคนไทยในปัจจุบันทั่วไป ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวจนทำให้สังคมมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ปรับตัวไม่ทัน จนเกิด ความล้าหลังทางวัฒนธรรม [Culture Lag]

กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองของรัฐโดยเฉพาะสภาพัฒนาเศรษฐกิจ (และสังคม) แห่งชาตินั้น เป็นการพัฒนาแบบโลกวิสัย [Secularization] แบบตะวันตก เป็นการพัฒนาแบบไร้มิติทางจิตวิญญาณโดยแท้ นั่นคือขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะความสำคัญของศาสนา ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญในทางความเป็นมนุษย์และศีลธรรม

อันที่จริงความล้าหลังทางวัฒนธรรมแบบนี้หาได้เกิดกับสังคมมุสลิมที่เดียวไม่ เกิดขึ้นกับสังคมชาวนา [Peasant society] ในชนบทของประเทศไทยทั่วไปเหมือนกัน ซึ่งก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในแต่ละสังคมชาวพุทธและมุสลิมเหมือนกัน ต่างกันเพียงสังคมชาวนาที่เป็นพุทธมีวัฒนธรรมที่อ่อนแอกว่าจึงถูกครอบงำและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย จนถูกทำลายอย่างยับเยินมาจนถึงทุกวันนี้

ในทำนองตรงข้าม วัฒนธรรมของคนมุสลิมมีความเข้มแข็งกว่า เพราะศาสนายังมีความเป็นวิถีชีวิต [Way of life] อยู่ ดังเช่นการต้องทำพิธีละหมาด 5 ครั้งต่อวันเป็นต้น สังคมชาวนาของคนพุทธกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมเมืองและอุตสาหกรรม [Urbanization กับ Industrialization] อย่างรวดเร็ว

แต่สังคมมุสลิมเชื่องช้าและปรับตัวยากกว่า โดยเฉพาะการรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มากับกระบวนการอุตสาหกรรมและการเป็นเมือง

เมื่อ 2 ปีที่แล้วมา ผู้เขียนและคณะทำงานวิจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยให้ความสำคัญกับการสร้างนักวิจัยจากภายในให้ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพื้นฐานและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมและลดบทบาทนักวิจัยจากภายนอกให้มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้ประสานงานแทน

ผลงานวิจัยครั้งนั้น ทำให้แลเห็นความเป็นสังคมชาวนามุสลิมที่มีอาชีพหลักเป็นชาวประมง ความสำคัญของกุโบหรือสถานที่ฝังศพ และปอเนาะ ซึ่งเป็นสถาบันในการอบรมศาสนาและการศึกษาแบบดั้งเดิมของคนมุสลิม ได้แลเห็นความรู้สึกนึกคิดของคนมุสลิมชาวบ้านและคนรุ่นเก่าๆ ที่รักสงบ เสียดายอดีต รักถิ่นกำเนิดและธรรมชาติแวดล้อมอย่างไม่คิดที่จะแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด

ในขณะเดียวกันก็เห็นความสำคัญของสถาบันปอเนาะที่นับเป็นอัตลักษณ์ของคนปัตตานีร่วมทั้งโต๊ะครูหรือบาบอที่เป็นเจ้าสำนักว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการอบรมการบ้านการเมืองให้เป็นผู้ผิดศีลธรรมและใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะโต๊ะครูหลายท่านในอดีตได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ในระดับที่เหนือกว่าคนที่เป็นเจ้าเมืองและเจ้านายเสียด้วยซ้ำ

แต่จุดอ่อนของการวิจัยครั้งนั้นอยู่ที่การให้ความสำคัญกับคนรุ่นเก่าจนเกินไป จึงแลไม่เห็นความขัดแย้งภายในที่เป็นสิ่งธรรมดาของสังคมมนุษย์ในชุมชนทุกหมู่เหล่า

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะที่มีเด็กและคนวัยรุ่นมุสลิมถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากในฐานะการก่อความไม่สงบและทำร้ายผู้คนและเจ้าหน้าที่ จึงได้เห็นจุดอ่อนของงานวิจัยว่าเน้นแต่เพียงกลุ่มทางสังคมที่เป็นพื้นฐานของสังคมชาวนาจนเกินไป จนไม่เห็นช่องว่างระหว่างวัย [Generation Gap] อันเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและวัฒนธรรม

ผู้เขียนได้ตั้งคำถามไปยังบรรดานักวิจัยที่เป็นผู้คนในพื้นที่ว่าเด็กและวัยรุ่นที่ตายเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน เป็นคนในชุมชนหมู่บ้านท้องถิ่น [Village] หรือไม่ และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเด็กๆ กับผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นอย่างไร

คำตอบที่ได้รับก็คือ คนส่วนใหญ่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่วัยรุ่นนั้น ไม่ใช่คนในท้องถิ่น มาจากที่อื่น

ส่วนเรื่องเด็กกับผู้ใหญ่ในครอบครัวนั้น ปัจจุบันพ่อแม่และผู้ใหญ่ ไม่ใคร่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กๆ ของตนว่าไปทำอะไร เพียงแต่รู้ว่าในยามเย็นและค่ำ พวกเด็กผู้ชายและวัยรุ่นมักไปพบกันตามโรงน้ำชา

เรื่องโรงน้ำชาจึงเป็นสิ่งใหม่ที่ผู้เขียนรับรู้ เพราะเท่าที่เห็นมาในที่อื่น เช่นในบรรดาคนมุสลิมในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชมักเห็นในตอนเช้าซึ่งมักเป็นคนรุ่นผู้ใหญ่ ไปนั่งกินอาหารและพบปะคุยกัน เช่นสิ่งที่เรียกว่าบรรดาร้านกาแฟในสังคมทั่วไปของคนพุทธ

ร้านน้ำชาของคนมุสลิมนั้นต่างไปจากร้านกาแฟของคนพุทธ คือไม่ใช่เป็นที่กินเหล้าและสูบบุหรี่เพราะขัดกับหลักศาสนา ผู้ใหญ่จึงแลเห็นว่าเด็กคงไม่ไปกินเหล้าสูบบุหรี่และไม่รู้ว่าไปพบปะพูดคุยอะไรกัน

แต่สิ่งที่สะกิดใจอย่างหนึ่งเมื่อทบทวนข้อมูลจากการวิจัยก็พบว่า เมื่อตอนประกาศกฎอัยการศึกนั้น เกิดการแพร่หลายของยาเสพติดมากกว่าเดิม

และในเหตุการณ์ที่กรือเซะมีรายงานของเจ้าหน้าที่รัฐว่า สอบถามเด็กที่จับได้ก็ระบุว่ามีบุคคลสอนศาสนาแบบใหม่ รวมทั้งมีพิธีกรรมให้สาบานและดื่มน้ำสาบานที่มีสีผิดแผกไปจากน้ำธรรมดา

ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะเจือปนด้วยยาเสพติดที่ปรุงให้เป็นยากล่อมประสาท เพื่อให้เกิดความเคลิ้มและลืมตัวจนเป็นทาสของคำสั่งที่ผิดๆ ได้

ผู้เขียนจึงได้ให้ช่วยกันหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องช่องว่างระหว่างวัย [generation Gap] ก็ทำให้ได้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกโรงน้ำชาเพิ่มเติมก็ได้ความว่า เกิดขึ้นมากมายหลายแห่งทั้งริมถนนใหญ่ ในหมู่บ้าน และตามชุมชนระดับเมือง ดูเป็นสถานที่เพื่อตอบความทันสมัยของคนรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นไปในทางบันเทิงและประโลมโลกย์ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกันกับยาเสพติดด้วย เป็นรูปแบบใหม่ๆ ไม่มีบทบัญญัติในศาสนา

ปัญหาจึงต้องถามว่าเด็กและวัยรุ่นเหล่านั้น เอาเงินมาจากไหน เพราะดูเกินฐานะทางเศรษฐกิจของคนในสังคมชาวนารุ่นพ่อรุ่นแม่จะหามาได้

การเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในรุ่นใหม่จึงเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างใหญ่ เท่าที่รับทราบมาในขณะนี้ก็ได้ภาพรวมๆ ทางเพศสภาพ คือ พวกผู้ชายทั้งคนรุ่นเก่าและใหม่ บทบาทและสถานภาพลดน้อยลง เพราะอาชีพเดิมทั้งการประมงและเกษตรกรรมมีรายได้น้อยลง

อย่างเช่นการประมงนั้น การรุกล้ำของเรือประมงขนาดใหญ่จากภายนอกทั้งอวนรุนและอวนลาก ตลอดการให้สิทธิแก่นายทุนในการสัมปทานพื้นที่ทางน้ำ ทำให้บรรดา กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้านจับด้วยเครื่องมือแบบดั้งเดิมไม่ได้ผลดี เพราะจำนวนสัตว์น้ำลดลง

ในขณะเดียวกันการรุกล้ำของนากุ้งและอุตสาหกรรมได้แย่งพื้นที่ทำกินไปเกือบหมด ทำให้ความเป็นอิสระในแบบหากินอย่างพอเพียงและยั่งยืนหมดไป

ผลที่ตามมาก็คือ ผู้หญิงต้องหารายได้แทนเพิ่มขึ้น ทั้งการผลิตของในท้องถิ่น เช่น ทำข้าวเกรียบปลาและการไปขายของในหมู่บ้านและในตลาด รวมทั้งออกไปรับจ้างเป็นแรงงานทางอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึงไม่อยู่แต่ภายในชุมชนท้องถิ่นอย่างแต่เดิม อีกทั้งยังมีการเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซียร่วมกับผู้ชายด้วย

แต่ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ผู้หญิงมีการศึกษาดีขึ้น ออกไปเรียนในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น จนเกิดการกล่าวอ้างถึงบ่อยๆ ว่า นักศึกษาหญิงเป็นจำนวนมากได้ขายบริการ ในทำนองเดียวกันกับพวกนักศึกษาชายที่ติดยาเสพติด

ส่วนทำนองตรงข้าม บรรดาผู้ชายมีบทบาทน้อยลงในการทำมาหากินเพราะจับปลาไม่ได้อย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งระดับการศึกษาต่ำ โอกาสที่จะทำงานได้ดีก็เป็นเพียงแค่แรงงานจ้างตามโรงงานอุตสาหกรรมและออกไปหางานทำในประเทศมาเลเซีย

ผลที่ตามมาของผู้คนในสังคมมุสลิมซึ่งอยู่ในลักษณะที่เสียดุลยภาพทั้งสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ที่นำไปสู่ปัญหาทางวัฒนธรรม

การเสียดุลยภาพที่นับวันมีแต่เพิ่มขึ้นเมื่อถูกกระหน่ำโดยการเข้ามาของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐและธุรกิจเอกชน ทำให้มีคนจากภายนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐานแย่งทรัพยากรและมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือผู้คนแต่เดิมในท้องถิ่น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจึงไม่เพียงแต่ระหว่างข้างในกับข้างนอกเหมือนอย่างที่ผู้คนในสังคมมหาชนได้รับข้อมูลจากสื่อว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน หากเป็นการขัดแย้งภายในสังคมมุสลิมเองซึ่งนับวันก็ดูยิ่งรุนแรงขึ้น

ในปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ (กอส.) ได้มีโอกาสร่วมประชุมและร่วมออกไปสังเกตการณ์ในพื้นที่พอสมควร นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในการนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมกับงานวิจัยภาคสนามกับนักวิจัยของท้องถิ่นที่ทำร่วมกันมาก่อน

ส่วนดีและความสำคัญของ กอส.นั้น ทำให้เข้าถึงและเข้าใจปัญหาได้ชัดเจนและสามารถแก้ไขผ่อนคลายอะไรต่ออะไรได้ในระดับหนึ่ง

แต่จุดอ่อนหรือส่วนอ่อนก็คือยังเข้าถึงข้อมูลภายในที่เป็นปัญหาความขัดแย้งในสังคมมุสลิมไม่ได้ดี อันเนื่องมาจากการมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในแนวคิดทฤษฎีจากภายนอกมากเกินไปนั่นเอง

จากประสบการณ์ในการเป็นกรรมการ กอส.ทำให้แลเห็นความขัดแย้งภายในที่นำไปสู่ความรุนแรงที่นับวันจะทวีคูณขึ้น นั่นคือ ความขัดแย้งในเรื่องของชนชั้นหาใช่เป็นแต่เพียงช่องว่างระหว่างวัยแต่อย่างเดียวไม่

ในคณะกรรมการ กอส.ได้เชิญคนมุสลิมมาเป็นกรรมการร่วมเหมือนกัน เช่น บรรดาโต๊ะครูอันเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในสังคม ซึ่งก็ทำให้แลเห็นชัดเจนว่าท่านเหล่านี้ล้วนเป็นผู้รู้และทรงคุณธรรม แต่ท่านเป็นชนชั้นสูงตามสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ หาได้มีคนชั้นอื่น เช่น ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างในท้องถิ่นเข้ามาร่วมไม่

ผู้เขียนเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องชนชั้นในสังคมมุสลิมของภาคใต้นี้มาก่อน แต่ข้อมูลที่ได้มาในตอนหลังจากการพูดคุยและสังเกตการณ์ก็พบว่ามีเรื่องชนชั้นจริงๆ คือ ชนชั้นสูง ที่แม้ว่าจะไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ร่ำรวยจนเกินไป แต่ก็เป็นสถานภาพทางสังคม เช่น พวกโต๊ะครูและผู้นำทางการเมือง คนเหล่านี้แม้มีลูกมากก็สามารถให้การเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนในระดับสูงทั้งในและนอกประเทศได้ดูไม่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ

ชนชั้นกลาง มีทั้งรวยและจนแต่ลูกน้อยสามารถดำรงชีวิตได้สบาย แต่ว่าไม่พอใจและคับแค้นใจในเรื่องของสถานภาพทางสังคมและโอกาสที่ด้อยกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนจีนและคนพุทธ โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่เป็นครูสอนศาสนาและครูสอนหนังสือตามโรงเรียน

ส่วนชนชั้นล่าง ก็คือพวกชาวบ้านและพวกที่เป็นแรงงานรับจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนที่มีลูกมากจึงไม่สามารถเลี้ยงดูลูกเต้าให้ได้รับการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีได้ เรื่องนี้เห็นประจักษ์จากการเข้าไปสืบเหตุการณ์ พบว่าพวกเด็กและคนรุ่นหนุ่มในชุมชนที่เป็นมุสลิมนั้น ไม่ไปไหนจับกลุ่มกันอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งแตกต่างไปจากชุมชนของคนพุทธและคนจีนที่เด็กๆ และคนรุ่นใหม่ไม่ใคร่มีเพราะออกไปทำงานข้างนอกหมด

กล่าวโดยสรุปคือ คนมุสลิมมีการศึกษาน้อยทำให้ออกไปหางานทำข้างนอกไม่ได้ ดูเหมือนแหล่งที่จะออกไปหางานทำได้ดีก็คือไปทำงานในมาเลเซีย เพราะสามารถเก็บเงินมาให้ทางบ้านได้

แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ก็เกิดการเข้มงวดในเรื่องคนสองสัญชาติที่ผ่านข้ามเขตแดนไปมาจึงกลายเป็นอุปสรรคไป

กระนั้นก็ดีก็ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ออกไปทำงานที่มาเลเซียแล้วไปร่ำรวยกลับมา เช่น พวกที่ไปทำร้านอาหารต้มยำ คนที่รวยเหล่านี้เอาเงินกลับมาปลูกสร้างบ้านและซื้อรถยนต์ ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้เป็นคนชั้นกลางที่มีเงินท่ามกลางสภาพแวดล้อมของคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

สภาพสังคมของคนมุสลิมจึงอยู่ในลักษณะที่เหลื่อมล้ำและไม่พอดี ชนชั้นล่างที่เป็นคนจนลูกมากเดือดร้อน ในขณะที่คนชั้นกลางลูกน้อยแต่ไม่พอใจสถานภาพทางสังคมและโอกาสเมื่อเปรียบเทียบกับคนพุทธและคนจีน

คนกลุ่มหนึ่งในบรรดาชนชั้นกลางที่มีความคับแค้นและขัดเคืองก็คือคนที่เป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่เห็นได้บ่อยๆ จากการจับกุมและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อเวลามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมในสังคมมุสลิมเอง

อย่างเช่น การขาดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในพวกคนชั้นล่างที่เคยเป็นที่เคารพและเชื่อฟัง รวมทั้งความเชื่อมั่นและเลื่อมใสในศาสนาแบบประเพณีที่เคยมีมา

ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะสนใจและเชื่อฟังเพราะสังคมมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้หาได้ปิดตัวเองจากการติดต่อกับโลกมุสลิมข้างนอกไม่ มีคนรุ่นใหม่ๆ ที่ออกไปศึกษาศาสนาและลัทธิประเพณีใหม่ๆ กลับมามากมาย ซึ่งก็แลเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางศาสนาของคนรุ่นใหม่ในขณะนี้

บางกลุ่มก็รักสันติแต่บางกลุ่มก็เป็นส่วนในการกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความรุนแรงที่ทำให้เกิดการฆ่ากันอย่างมากมายในหมู่บ้านมุสลิมด้วยกัน ดังเห็นได้ชัดจากสถิติที่มีคนมุสลิมถูกฆ่ามากกว่าคนที่เป็นพุทธ

ความขัดแย้งภายในทำให้คนมุสลิมสับสนและหวาดระแวงกันเองและความสัมพันธ์กับรัฐและคนภายนอกในทางลบ จึงกลายเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายที่รุมล้อมเข้ามาจากอมนุษย์หลายๆ ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพวกค้ายาเสพติด ของเถื่อน นายทุน นักการเมือง พ่อค้าและนโยบายทางเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ที่มาจากรัฐบาล จนปัจจุบันไม่มีใครแยกแยะออกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุมาจากใดแน่

สมดังที่คนมุสลิมอาวุโสท่านหนึ่งที่เป็นกรรมการ กอส.ร่วมกับข้าพเจ้าบอกว่า "เหมือนข้าวยำ"

แต่ท่ามกลางความเป็นข้าวยำที่มนุษย์ไม่ควรกินทั้งหลาย ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นผลงานของนักวิจัยท้องถิ่นในทีมงานวิจัยของ สกว.และภาคี ก็คือ คนมุสลิมที่เป็นคนจนทั้งหลายนั้น นอกจากลูกหลานไม่มีงานทำหรือหางานทำไม่ได้แล้ว ยังอยู่ในสภาพที่ถูกบรรดาอมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกโกงและยึดครองที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ แหล่งอาหาร และยารักษาโรคอยู่ตลอดเวลา

ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยคิดเห็นอย่างตื้นๆ ตามสิ่งที่แลเห็น เช่น การมีนาร้าง สวนร้าง และพื้นที่ทางการเกษตรมากมาย แต่ทำไมไม่มีการสนับสนุนกระตุ้นให้คนด้อยโอกาสทั้งหลายหันไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพพื้นฐานแต่เดิม

แล้วก็ได้พบความจริงจากการกลับไปพื้นที่ว่า บรรดาพื้นที่ทำกินเหล่านั้นรวมทั้งพื้นที่สาธารณะเป็นจำนวนมากได้ถูกยึดครองโดยบรรดานายทุนทั้งจากภายนอกและภายในเรียบร้อยแล้ว

แม้กระทั่งพื้นที่อยู่อาศัยของคนในอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยทำหลักฐานทางกรรมสิทธิ์อย่างมั่นคงก็กำลังถูกหลอกลวงปลิ้นปล้อนจากบรรดาเดรัจฉานทางวัตถุนิยมทั้งหลาย

คนมุสลิมทั่วไปที่ยึดมั่นในพระศาสนาถือว่าที่ดินที่อยู่อาศัยและทำกินเป็นของพระเจ้า ก็ดูคล้ายๆ กับความคิดของคนไทยแต่โบราณที่ถือว่าที่ดินเป็นของพระมหากษัตริย์จึงเรียกว่า "พระเจ้าแผ่นดิน"

แต่ในโลกทุนนิยมเสรีของเดรัจฉาน ที่ดินถือกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่อาจเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ซื้อขายได้ จึงเกิดกระบวนการซื้อที่ดินแย่งกรรมสิทธิ์และยึดครองพื้นที่สาธารณะที่เพิ่มไปเติมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

สภาพเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วในบรรดาผู้คนที่อยู่ชายฝั่งทะเลอันดามันที่บ้านเรือนทรัพย์สินถูกทำลายโดยคลื่นยักษ์สึนามิอย่างเช่น คนชาวเล เป็นต้น ที่แม้แต่ที่ฝังศพของชุมชนยังถูกยึดครอง แต่นั่นก็เป็นเพราะสังคมของคนชาวเลมีความอ่อนแอทางวัฒนธรรม

ถ้าหากทางรัฐและบ้านเมืองไม่คิดแก้ไขยังขืนปล่อยให้มีการกระทำกับคนมุสลิมแล้ว ก็อย่างหวังเลยว่าไฟใต้จะดับ อีกทั้งยังอาจลุกลามไปทั้งแผ่นดินไทย เพราะคนไทยที่เป็นรากหญ้า แต่ไม่กินหญ้าในขณะนี้กำลังแลเห็นแล้วว่า คนไทยคงไม่ต้องถอยไปไหนให้ตกทะเลตายหรอก แต่เพียงเปลี่ยนสถานภาพของการเป็นคนไทยที่แปลว่า "อิสระ" มาเป็น "ทาส" ติดที่ดินเท่านั้นแหละ

ไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินบรรดานักการเมืองไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านยุคใดที่เคยคิดจะนำเอาเรื่องสิทธิของประชาชนในด้านกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่ทำกินและการรุกล้ำทรัพยากรท้องถิ่นจากเดรัจฉานทุนนิยมมาเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกแย่ๆ ที่บรรดานักวิชาการต่างๆ ของรัฐชอบออกมาพูดคุยหวังเสนอความคิดเห็นต่างๆ นานาในเรื่อง "ความมั่นคงของมนุษย์"


.....ข่าวสดรายวัน